December 21, 2018

อานิสงส์ของบุญ ๔๗ ประการ
อเชยฺย ใครจะมาแย่งไม่ได้ อนุคามินี ติดตามตนไปทุกฝีก้าว เอตํ อาทาย คจฺฉติ ละร่างนี้แล้วยังติดตามไปที่เกิด อสาธารณ ไม่ทั่วไปแก่คนอื่นใครทำใครได้ อโจร โจรลักไปไม่ได้ สพฺพกามทท ให้สมบัติแก่เราตามต้องการ ยํยํ เทวาภิปตฺเถนฺติ ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้น สุวณฺณตา มีผิวพรรณงามเพราะบุญ สุสรตา มีเสียงไพเราะเพราะบุญ สุสณฺฐานํ มีทรวดทรงงามเพราะบุญ สุรูปตา มีรูปสวยก็เพราะบุญ อาธิปฺปจฺจํ ได้เป็นใหญ่ก็เพราะบุญ ปริวาโร มีบริวารที่ซื่อสัตย์จงรัก ปเทสรชฺชํ เป็นพระราชาก็เพราะบุญ อิสฺสริยํ ได้อิสริยยศเพราะบุญ จกิกวตฺติ...

ลักษณะพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระสาวก ๔๘
พระบรมสารีริกธาตุ มีสัณฐานดังเมล็ดถั่วแตกอย่างหนึ่ง ข้าวสารหักอย่างหนึ่ง เมล็ดพรรณผักกาดอย่างหนึ่ง มีพรรณดังสีทองอุไร สีแก้วผลึก หรือแก้วมุกดา สีดอกพิกุล อย่างทองอุไรนั้นบางทีมีรูทะลุตลอดเส้นผมลอดได้ ธาตุพระสารีบุตร มีสัณฐานกลมเป็นปริมณฑลบ้าง รีเป็นไข่จิ้งจกบ้าง เป็นดังรูปบาตรคว่ำบ้าง พรรณขาวดังสีสังข์ สีพิกุลแห้ง สีหวายตะค้า ธาตุพระโมคคัลลานะ มีสัณฐานกลมเป็นปริมณฑลอย่างหนึ่ง รีเป็นผลมะตูมและเมล็ดทองหลางก็มี และเมล็ดสวาดก็มี เป็นเมล็ดดำก็มี สีเหลืองเหมือนหวายตะค้าบ้าง สีขาวบ้าง เขียวช้ำในและลายดังไข่นกบ้าง ร้าวเป็นสายเลือดบ้าง ธาตุพระสิวลี มีสัณฐานดังเมล็ดในพุทราอย่างหนึ่ง ผลยอป่าอย่างหนึ่ง พรรณเขียวดังดอกผักตบบ้าง แดงดังสีหม้อใหม่บ้าง สีพิกุลแห้งบ้าง เหลืองดังหวายตะค้าบ้าง ขาวดังสีสังข์บ้าง...
May 12, 2018

อาจารย์ บุต สาวงษ์ สนทนาธรรม กับ แม่สุจินต์ ภาคที่๔/๕
อาจารย์ บุต สาวงษ์ สนทนาธรรม กับ แม่สุจินต์ ภาคที่๔/๕ บุต สาวงษ์: เป็นคำถามในเรื่องสติปัฏฐาน ในอิริยาปถบรรพ ท่านแสดงอิริยาบถทั้ง ๔ มีการเดิน การยืน การนั่ง การนอน แล้วก็มีคำถามว่า ใครเดิน การเดินของใคร เดินได้เพราะอาศัยอะไร คำถามทั้งหมดนี้เพื่อให้มีสัมมาสติหรืออย่างไรครับ แม่สุจินต์: เพื่อให้เข้าใจถูกต้อง ถ้าเป็นความคิดว่าเราเดิน ถูกต้องหรือไม่คะ ตอนนี้ไม่มีใครเดิน กำลังนั่ง ถ้าคิดว่าเป็นเราที่นั่ง ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าเห็นถูก ไม่ได้หมายความว่าเราคิดเองว่าถูก แต่ต้องมีสภาพธรรมที่ปรากฏ แล้วเราสามารถเห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมนั้น...

อาจารย์ บุต สาวงษ์ สนทนาธรรม กับ แม่สุจินต์ ภาคที่ ๓/๕
อาจารย์ บุต สาวงษ์ สนทนาธรรม กับ แม่สุจินต์ ภาคที่๓/๕ บุต สาวงษ์: ถามในตัวปัญญาที่กำหนดรู้อุปาทานขันธ์ทุกข์ ในสติปัฏฐาน ๔ กายอยู่ในกาย การเจริญปัญญาเพื่อกำหนดรู้ คือ มีปัญญากำหนดอุปาทานขันธ์ทุกข์ และมีคำถามว่า การกำหนดรู้เป็นตัวปัญญานี้ ก็เป็นอุปาทานขันธ์ทุกข์ด้วย การเจริญปัญญานี้ก็ชื่อว่า การเจริญสภาพธรรมเป็นทุกข์ด้วย เพราะว่าปัญญาก็จัดอยู่ในอุปาทานขันธ์ทุกข์ด้วย หรืออย่างไรครับ เพราะการเจริญปัญญาเป็นการกำหนดรู้รูปธรรมนามธรรม การกำหนดเป็นปัญญานี้ก็เป็นสภาพธรรม แล้วก็อยู่ในอุปาทานขันธ์ทุกข์ด้วย เพราะฉะนั้นก็เหมือนการเจริญทุกข์ด้วย หรือเป็นอย่างไรครับ แม่สุจินต์: ปัญญามีหลายระดับ ปัญญามีทั้งโลกียปัญญาและโลกุตตรปัญญา ถ้ายังไม่มีนิพพานเป็นอารมณ์ ขณะนั้นก็เป็นปัญญาที่สามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมซึ่งเป็นขันธ์ เป็นอุปาทานขันธ์ ...

อาจารย์ บุต สาวงษ์ สนทนาธรรม กับ แม่สุจินต์ ภาคที่๒/๕
อาจารย์ บุต สาวงษ์ สนทนาธรรม กับ แม่สุจินต์ ภาคที่๒/๕ บุต สาวงษ์: นี้ก็เป็นคำถามถ้าหาก คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แต่เฉพาะโลภเจตสิกไม่เป็นทุกขสัจจะ คือ เป็นสมุทัยสัจจะ ถามว่าที่โลภะไม่ใช่ทุกขสัจจะและเป็นทุกข์อย่างไร เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และในสัจจะนี้ โลภะที่ไม่ใช่ทุกขสัจจะ เป็นสมุทัยสัจจะ เพราะฉะนั้นโลภะนี้เป็นทุกข์อย่างไรแม่สุจินต์: พระธรรมที่ทรงแสดงไว้ เป็น ๑ ไม่เป็น ๒ คือเมื่อตรัสอย่างไร ความจริงก็เป็นอย่างนั้น...

บุต สาวงษ์ สนทนาธรรม กับ แม่สุจินต์ ภาคที่๑/๕
บุต สาวงษ์ สนทนาธรรม กับ แม่สุจินต์ ที่ ๑/๕ บุต สาวงษ:์ ในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานกับสมถกัมมัฏฐาน ทั้ง ๒ นี้ ธรรมข้อใดข้อหนึ่งที่ถึงพระนิพพานได้รวดเร็วกว่าแม่สุจินต์: สมถภาวนาคือการอบรมจิตให้สงบจากอกุศลมั่นคงขึ้น ผลก็คือสามารถเกิดเป็นพรหมบุคคลได้ แต่ถ้าไม่อบรมเจริญปัญญาที่รู้จักลักษณะของสภาพธรรมในขณะนี้ตามความเป็นจริงก็ไม่มีทางจะถึงนิพพานได้เลย สภาพธรรมกำลังปรากฏแท้ๆ ยังไม่รู้ แล้วจะไปรู้นิพพานได้อย่างไร?บุต สาวงษ:์ ขอให้คุณแม่ช่วยขยายความคำถาม กามราคะและกามุปาทาน ต่างกันอย่างไรครับ?แม่สุจินต์: ต่างกันที่อุปาทานเป็นการยึดถือในกามนั้นเองบุต สาวงษ์: แล้วกามราคะครับ ?แม่สุจินต์: ความยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะบุต สาวงษ์: ...
July 30, 2017

๓๙.เรื่องเทวหิตพราหมณ์
เรื่องเทวหิตพราหมณ์ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภปัญหาของเทวหิตพราหมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ปุพฺเพนิวาสํ เป็นต้น ในสมัยหนึ่ง พระศาสดา ทรงอาพาธด้วยพระวาโย(ลม)กำเริบ ทรงส่งพระอุปวานเถระไปขอน้ำร้อนจากเทวหิตพราหมณ์ พราหมณ์นั้นมีความดีใจมากที่นานครั้งจะได้มีโอกาสถวายสิ่งของแด่พระศาสดา ดังนั้นนอกจากจะถวายน้ำร้อนมาแล้ว พราหมณ์นั้นก็ยังถวายน้าอ้อยมาพร้อมกันด้วย เมื่อกลับมาถึงวัดพระเชตวันแล้ว หลังจากที่ทรงสงน้ำแล้ว พระอุปวานะก็ได้น้อมถวายน้ำร้อนและน้ำอ้อย เมื่อพระศาสดาทรงเสวยของทั้งสองอย่างเข้าไปแล้วอาการพระวาโยกำเริบก็หายไป ต่อมาพราหมณผู้นั้นได้มาเฝ้าพระศาสดาและกราบทูลถามว่า “บุคคลควรให้ไทยธรรมในบุคคลไหน ? ไทยธรรมวัตถุอันบุคคลให้ในบุคคลไหน ? จึงมีผลมาก ทักษิณาของบุคคลผู้บูชาอยู่อย่างไรเล่า ? จะสำเร็จได้อย่างไร ?” พระศาสดาตรัสว่า “ไทยธรรมวัตถุ ที่บุคคลให้แก่พราหมณ์ผู้เช่นนี้ ย่อมมีผลมาก” เมื่อจะตรัสบอกบุคคลผู้เป็นพราหมณ์แก่พราหมณ์นั้น จึงตรัสพระธรรมบท ...