เรื่องพระติสสเถระผู้มีปกติอยู่ในนิคม
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในวัดพระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระผู้มีปกติอยู่ในนิคม ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 32 นี้
พระติสสเถะ เกิดและเติบโตในตลาดเล็กๆ ซึ่งไม่ไกลจากกรุงสาวัตถี หลังจากที่ได้เข้ามาอุปสมบทเป็นภิกษุแล้ว ก็ได้ดำเนินชีวิตง่ายๆด้วยความสันโดษตามมีตามได้ สำหรับอาหารบิณฑบาตนั้นท่านจะไปบิณฑบาตเฉพาะในหมู่บ้านของญาติๆและจะฉันทุกอย่างที่เขาถวาย ท่านจะหลีกเลี่ยงมางานนิมนต์ใหญ่ๆ แม้แต่เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีกระทำมหาทาน และพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงบำเพ็ญอสทิสทาน พระติสสเถระก็ไม่มากรุงสาวัตถี
พวกภิกษุจึงสนทนากันว่า “พระนิคมติสสะนี้ เอาแต่อยู่ใกล้ชิดกับหมู่ญาติ และไม่สนใจที่จะมางานสำคัญๆ เช่น เมื่อตอนที่ที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีถวายมหาทาน และพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกระทำอสทิสทาน ท่านก็ไม่มา” พระศาสดาทรงทราบความที่สนทนากันนั้น ได้ตรัสเรียกพระติสสเถระมาเฝ้าและได้ทรงสอบถามถึงเรื่องนี้ พระเถระได้กราบทูลว่า เป็นความจริงที่ท่านไปที่หมู่บ้านของญาติๆของท่านเป็นนิตย์ แต่ก็เป็นการไปเพื่อบิณฑบาตเท่านั้น และเมื่อท่านได้อาหารบิณฑบาตพอพียงแล้ว ท่านก็ไม่เดินไปไหนอีก ท่านไม่ได้สนใจเลยว่าอาหารที่ได้มาอร่อยหรือไม่อร่อย เมื่อพระศาสดาได้สดับเช่นนี้แล้ว แทนที่จะตำหนิพระติสสเถระพระองค์กลับตรัสยกย่องพฤติกรรมของท่านต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ พระศาสดาตรัสกะภิกษุทั้งหลายด้วยว่า การอยู่ด้วยความมักน้อยสันโดษนั้น สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าทั้งหลาย และว่า ภิกษุทั้งปวงก็ควรเอาอย่างพระติสสเถระนี้ จากนั้นพระศาสดาได้ทรงนำเรื่องพระยานกแขกเต้ามาเล่าว่า
ในอดีตกาล พระยานกแขกเต้าอาศัยอยู่ในป่าไม้มะเดื่อแห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคาในป่าหิมพานต์ พร้อมด้วยนกแขกเต้าที่เป็นบริวารอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อผลมะเดื่อที่ตนอาศัยกินวายแล้ว บรรดานกแขกเต้าทั้งปวงพากันออกจากป่านั้นไป ยกเว้นพระยานกแขกเต้าเท่านั้นที่ไม่ยอมไปไหน ได้จิกกินหน่อใบหรือเปลือกของตนมะเดื่อซึ่งยังเหลืออยู่ ท้าวสักกะทรงทราบเรื่องนี้และมีพระประสงค์จะทดสอบคุณธรรมของพระยานกแขกเต้านี้ พระองค์จึงได้ใช้เทวฤทธิ์บันดาลให้ต้นไม้นั้นเหี่ยวแห้งและผุ จากนั้นพระองค์ได้แปลงร่างเป็นหงส์บินมาพร้อมกับนางสุชาดาที่แปลงร่างเป็นนางหงส์มาจับที่กิ่งไม้ใกล้ๆกับพระยานกแขกเต้า แล้วสอบถามว่าทำไมพระยานกแขกเต้าจึงไม่หนีไปจากต้นไม้ผุต้นนี้เหมือนอย่างที่นกแขกเต้าตัวอื่นๆกระทำกัน และทำไมพระยานกแขกเต้าถึงไม่ไปยังต้นไม้ต้นอื่นที่มีผลดก พระยานกแขกเต้าตอบว่า “เพราะว่ามีความกตัญญูต่อต้นไม้ต้นนี้ ข้าพเจ้าจึงไม่จากไปไหน และตราบเท่าที่ข้าพเจ้าสามารถมีอาหารพอยังชีพได้ก็จะไม่ทิ้งต้นไม้นี้ไปไหน มันจะเป็นการอกตัญญูสำหรับข้าพเจ้าหากจะต้องทิ้งต้นไม้นี้ไป”
ท้าวสักกะทรงประทับใจในคำตอบนี้มาก จึงทรงได้เปิดเผยพระองค์ และได้เสด็จไปทรงนำน้ำในแม่น้ำคงคามารดต้นมะเดื่อผุ ทำให้ต้นมะเดื่อกลับฟื้นคืนชีพ มีกิ่งก้านสาขาและผลิดอกออกผล อีกครั้งหนึ่ง จากนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้แต่พวกสัตว์ก็ยังไม่ละโมบ พวกมันสันโดษในสิ่งต่างๆที่มีอยู่
จากชาดกเรื่องนี้ พระยานกแขกเต้าคือพระศาสดา ส่วนเท้าสักกะคือพระอนุรุทธะ
จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 32 ว่า
อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ
ปมาเท ภยทสฺสี วา
อภพฺโพ ปริหานาย
นิพฺพานสฺเสว สันติเกฯ
ภิกษุยินดีในความไม่ประมาท
เห็นโทษในความประมาท
จะไม่มีวันเลื่อม
มีแต่จะอยู่ใกล้พระนิพพานทุกที.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง พระติสสเถระก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ชนเหล่าอื่นเป็นอันมาก ต่างได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระสัทธรรมเทศนา มีผลมากแก่มหาชน.
Showing posts with label อัปปมาทวรรค ที่ ๒. Show all posts
Showing posts with label อัปปมาทวรรค ที่ ๒. Show all posts
July 20, 2017

๘.เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 31 นี้
มีภิกษุรูปหนึ่ง หลังจากรับพระกัมมัฏฐานจากพระศาสดาแล้ว ก็ได้เข้าไปปฏิบัติพระกัมมัฏฐานในป่า แม้ว่าท่านจะได้ทำความพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ก็มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีความเก็บกดอยู่ภายใน ท่านมีความคิดว่าควรที่ท่านจะกลับไปขอคำแนะนำพิเศษมากยิ่งขึ้นจากพระศาสดา จึงได้ออกเดินทางจะไปพระเชตวัน ในระหว่างทางท่านเห็นไฟป่าลุกไหม้อยู่ ก็ได้วิ่งขึ้นบนภูเขามองลงมาดูไฟป่านั้นจากที่สูง ขณะที่ไฟฟ้ากำลังไหม้ลุกลามอยู่นั้น ท่านก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ ไฟป่านี้ไหม้เชื้อเพลิงทุกสิ่งทุกอย่างทั้งใหญ่และน้อยฉันใด อริยมรรคญาณก็จะไหม้สังโยชน์ทุกอย่างทั้งใหญ่และน้อย ฉันนั้น”
พระศาสดา ประทับนั่งในพระคันธกุฎีที่วัดพระเชตวัน ทรงทราบความคิดของพระภิกษุรูปนั้น จึงแผ่พระรัศมีไปปรากฏอยู่เบื้องหน้าของท่าน “ดูก่อนภิกษุ” พระศาสดาตรัส “เธอคิดถูกต้องแล้ว จงคิดเช่นนั้นต่อไปเถิด สัตว์ทั้งหลายพึงเผาสังโยชน์เหล่านั้นด้วยไฟคือมรรคญาณ”
จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 31 ว่า
อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ
ปมาเท ภยทสฺสี วา
สญฺโญชนํ อณุ ถูลํ
ฑหํ อคฺคี ว คจฺฉติ
นิพฺพานสฺเสว สันฺติเกฯ
ภิกษุยินดีในความไม่ประมาท
เห็นโทษในความประมาท
จะเผาสังโยชน์(กิเลส) ทั้งหยาบและละเอียดทั้งหมด
เหมือนไฟเผาเชื้อเพลิงมากและน้อยไป.
เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนา ภิกษุรูปนั้นได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ได้เหาะมาทางอากาศมา มาชมเชยพระสรีระของพระตถาคต ซึ่งมีพรรณดุจทองคำ ถวายบังคม แล้วหลีกไป.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 31 นี้
มีภิกษุรูปหนึ่ง หลังจากรับพระกัมมัฏฐานจากพระศาสดาแล้ว ก็ได้เข้าไปปฏิบัติพระกัมมัฏฐานในป่า แม้ว่าท่านจะได้ทำความพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ก็มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีความเก็บกดอยู่ภายใน ท่านมีความคิดว่าควรที่ท่านจะกลับไปขอคำแนะนำพิเศษมากยิ่งขึ้นจากพระศาสดา จึงได้ออกเดินทางจะไปพระเชตวัน ในระหว่างทางท่านเห็นไฟป่าลุกไหม้อยู่ ก็ได้วิ่งขึ้นบนภูเขามองลงมาดูไฟป่านั้นจากที่สูง ขณะที่ไฟฟ้ากำลังไหม้ลุกลามอยู่นั้น ท่านก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ ไฟป่านี้ไหม้เชื้อเพลิงทุกสิ่งทุกอย่างทั้งใหญ่และน้อยฉันใด อริยมรรคญาณก็จะไหม้สังโยชน์ทุกอย่างทั้งใหญ่และน้อย ฉันนั้น”
พระศาสดา ประทับนั่งในพระคันธกุฎีที่วัดพระเชตวัน ทรงทราบความคิดของพระภิกษุรูปนั้น จึงแผ่พระรัศมีไปปรากฏอยู่เบื้องหน้าของท่าน “ดูก่อนภิกษุ” พระศาสดาตรัส “เธอคิดถูกต้องแล้ว จงคิดเช่นนั้นต่อไปเถิด สัตว์ทั้งหลายพึงเผาสังโยชน์เหล่านั้นด้วยไฟคือมรรคญาณ”
จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 31 ว่า
อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ
ปมาเท ภยทสฺสี วา
สญฺโญชนํ อณุ ถูลํ
ฑหํ อคฺคี ว คจฺฉติ
นิพฺพานสฺเสว สันฺติเกฯ
ภิกษุยินดีในความไม่ประมาท
เห็นโทษในความประมาท
จะเผาสังโยชน์(กิเลส) ทั้งหยาบและละเอียดทั้งหมด
เหมือนไฟเผาเชื้อเพลิงมากและน้อยไป.
เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนา ภิกษุรูปนั้นได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ได้เหาะมาทางอากาศมา มาชมเชยพระสรีระของพระตถาคต ซึ่งมีพรรณดุจทองคำ ถวายบังคม แล้วหลีกไป.
July 14, 2017

๗.เรื่องท้าวสักกะ
เรื่องท้าวสักกะ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในวัดกูฎาคารศาลา ทรงปรารภท้าวสักกเทวราช ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 30 นี้
ครั้งหนึ่งเจ้าลิจฉวีพระนามว่า มหาลิ ได้เสด็จมาฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา พระศาสดาได้ทรงแสดง สักกปัณหสูตร โดยที่พระศาสดาทรงกล่าวถึงท้าวสักกะอย่างกระจ่างชัดมาก ดังนั้นเจ้ามหาลิจึงดำริว่าพระศาสดาจะต้องเคยพบกับท้าวสักกะด้วยพระองค์เองมาแน่ๆ แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจเจ้ามหาลิจึงได้ทูลถามเรื่องนี้กับพระศาสดา ซึ่งพระศาสดาได้ตรัสตอบว่า “มหาลิ อาตมภาพรู้จักท้าวสักกะ อาตมภาพยังรู้ด้วยว่าธรรมะอะไรทำให้ท้าวเธอเป็นท้าวสักกะ” จากนั้นพระศาสดาได้ทรงเล่าว่าท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลายนี้ในอดีตชาติเมื่อครั้งเป็นมนุษย์มีชื่อว่า มฆมาณพ อยู่ในหมู่บ้านชื่ออจาละในแคว้นมคธ มฆมาณพนี้กับสหายอีก 32 คนได้ช่วยกันก่อสร้างถนนหนทาง และที่พักริมทาง สำหรับตัวมฆมาณพเองนั้นได้ปฏิบัติวัตรบท 7 ประการ ตลอดชีวิต คือ 1. เลี้ยงดูบิดามารดา 2. ให้ความเคารพผู้ใหญ่ในตระกูล 3. พูดคำสุภาพอ่อนหวาน 4. ไม่พูดส่อเสียด 5. ชอบเผื่อแผ่แบ่งปัน ไม่ตระหนี่ 6. มีวาจาสัตย์ และ 7. ไม่โกรธ ระงับความโกรธได้
เพราะกระทำคุณงามความดีและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านี้ในชาตินั้นทำให้มฆมาณพได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกะ เจ้าแห่งเทวดาทั้งหลาย
จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 30 ว่า
อปฺปมาเทน มฆวา
เทวานํ เสฏฺฐตํ คโต
อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ
อปฺปมาทํ ครหิโต สทาฯ
ท้าวมัฆวานถึงความเป็นใหญ่แห่งหมู่เทพ
เพราะความไม่ประมาท(ในการทำความดี)
บัณฑิตจึงสรรเสริญความไม่ประมาท
และติเตียนความประมาททุกเมื่อ.
เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนา เจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล ส่วนบริษัทที่มาประชุมกันเป็นอันมาก ก็ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาบันเป็นต้น.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในวัดกูฎาคารศาลา ทรงปรารภท้าวสักกเทวราช ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 30 นี้
ครั้งหนึ่งเจ้าลิจฉวีพระนามว่า มหาลิ ได้เสด็จมาฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา พระศาสดาได้ทรงแสดง สักกปัณหสูตร โดยที่พระศาสดาทรงกล่าวถึงท้าวสักกะอย่างกระจ่างชัดมาก ดังนั้นเจ้ามหาลิจึงดำริว่าพระศาสดาจะต้องเคยพบกับท้าวสักกะด้วยพระองค์เองมาแน่ๆ แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจเจ้ามหาลิจึงได้ทูลถามเรื่องนี้กับพระศาสดา ซึ่งพระศาสดาได้ตรัสตอบว่า “มหาลิ อาตมภาพรู้จักท้าวสักกะ อาตมภาพยังรู้ด้วยว่าธรรมะอะไรทำให้ท้าวเธอเป็นท้าวสักกะ” จากนั้นพระศาสดาได้ทรงเล่าว่าท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทพทั้งหลายนี้ในอดีตชาติเมื่อครั้งเป็นมนุษย์มีชื่อว่า มฆมาณพ อยู่ในหมู่บ้านชื่ออจาละในแคว้นมคธ มฆมาณพนี้กับสหายอีก 32 คนได้ช่วยกันก่อสร้างถนนหนทาง และที่พักริมทาง สำหรับตัวมฆมาณพเองนั้นได้ปฏิบัติวัตรบท 7 ประการ ตลอดชีวิต คือ 1. เลี้ยงดูบิดามารดา 2. ให้ความเคารพผู้ใหญ่ในตระกูล 3. พูดคำสุภาพอ่อนหวาน 4. ไม่พูดส่อเสียด 5. ชอบเผื่อแผ่แบ่งปัน ไม่ตระหนี่ 6. มีวาจาสัตย์ และ 7. ไม่โกรธ ระงับความโกรธได้
เพราะกระทำคุณงามความดีและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหล่านี้ในชาตินั้นทำให้มฆมาณพได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกะ เจ้าแห่งเทวดาทั้งหลาย
จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 30 ว่า
อปฺปมาเทน มฆวา
เทวานํ เสฏฺฐตํ คโต
อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ
อปฺปมาทํ ครหิโต สทาฯ
ท้าวมัฆวานถึงความเป็นใหญ่แห่งหมู่เทพ
เพราะความไม่ประมาท(ในการทำความดี)
บัณฑิตจึงสรรเสริญความไม่ประมาท
และติเตียนความประมาททุกเมื่อ.
เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนา เจ้าลิจฉวีนามว่ามหาลิ ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล ส่วนบริษัทที่มาประชุมกันเป็นอันมาก ก็ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาบันเป็นต้น.

๖.เรื่องภิกษุ 2 สหาย
เรื่องภิกษุ ๒ สหาย
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๒ สหาย ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ ๙
นี้
ภิกษุ 2 รูปหลังจากรับพระกัมมัฏฐานจากพระศาสดาแล้วก็ไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในป่า รูปหนึ่งมัวแต่ประมาทใช้เวลาให้หมดไปด้วยการผิงไฟและพูดคุยกับสามเณรหนุ่มๆตลอดยามหนึ่ง พอถึงยามที่สองก็เอาแต่นอนหลับ ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่งกระทำหน้าที่ของพระภิกษุอย่างแข็งขัน พระภิกษุรูปนี้กระทำกัมมัฏฐานในยามแรก พักผ่อนในยามที่สอง และลุกขึ้นมากระทำกัมมัฏฐานอีกในยามสุดท้าย ด้วยเหตุที่ภิกษุรูปที่สองนี้มีความขยันขันแข็งและไม่ประมาทจึงสามารถบรรลุพระอรหัตตผลได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระภิกษุทั้งสองรูปนี้ก็ได้เดินทางกลับไปเฝ้าพระศาสดา และพระศาสดาได้ทรงสอบถามว่าในระหว่างพรรษาท่านทั้งสองรูปใช้เวลาให้หมดไปด้วยการทำอะไรบ้าง พระภิกษุรูปที่เกียจคร้านและประมาทนั้นตอบว่า ภิกษุสหายของตนมีแต่เกียจคร้านเอาแต่นอนหลับ เมื่อพระศาสดาตรัสถามว่า “แล้วตัวเธอเล่า ?” ก็ได้กราบทูลว่า ปกติแล้วตนจะนั่งผิงไฟในยามต้นและต่อจากนั้นก็จะลุกขึ้นมานั่งไม่นอน แต่พระศาสดาทรงทราบเป็นอย่างดีว่าภิกษุทั้งสองรูปใช้เวลาในแต่ละวันให้หมดไปกันอย่างไรบ้าง ดังนั้นพระศาสดาจึงตรัสกับพระรูปที่เกียจคร้านว่า “แม้ว่าเธอเกียจคร้านและประมาทแต่เธอก็ยังมาอ้างว่าตัวเองขยันไม่ประมาท และเธอมาใส่ความภิกษุอีกรูปหนึ่งว่าเกียจคร้านและประมาททั้งๆที่เขามีความขยันและไม่ประมาท เธอนั่นแหละเป็นเหมือนม้าอ่อนแอวิ่งช้าเมื่อเทียบกับบุตรของเราที่เหมือนกับม้าแข็งแรงวิ่งเร็ว”
จากนั้นพระศาสดาตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 29 ว่า
อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ
สตฺเตสุ พหุชาคโร
อพลสฺสํ ว สีฆสฺโส
หิตวา ยาติ สุเมธโสฯ
ผู้มีปัญญาดี ไม่ประมาท เมื่อคนอื่นหลับก็จะตื่น
เขาจึงทิ้งคนอื่นไป
เหมือนม้าฝีเท้าเร็วทิ้งม้าวิ่งช้าไว้เบื้องหลัง.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ๒ สหาย ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ ๙
นี้
ภิกษุ 2 รูปหลังจากรับพระกัมมัฏฐานจากพระศาสดาแล้วก็ไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในป่า รูปหนึ่งมัวแต่ประมาทใช้เวลาให้หมดไปด้วยการผิงไฟและพูดคุยกับสามเณรหนุ่มๆตลอดยามหนึ่ง พอถึงยามที่สองก็เอาแต่นอนหลับ ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่งกระทำหน้าที่ของพระภิกษุอย่างแข็งขัน พระภิกษุรูปนี้กระทำกัมมัฏฐานในยามแรก พักผ่อนในยามที่สอง และลุกขึ้นมากระทำกัมมัฏฐานอีกในยามสุดท้าย ด้วยเหตุที่ภิกษุรูปที่สองนี้มีความขยันขันแข็งและไม่ประมาทจึงสามารถบรรลุพระอรหัตตผลได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระภิกษุทั้งสองรูปนี้ก็ได้เดินทางกลับไปเฝ้าพระศาสดา และพระศาสดาได้ทรงสอบถามว่าในระหว่างพรรษาท่านทั้งสองรูปใช้เวลาให้หมดไปด้วยการทำอะไรบ้าง พระภิกษุรูปที่เกียจคร้านและประมาทนั้นตอบว่า ภิกษุสหายของตนมีแต่เกียจคร้านเอาแต่นอนหลับ เมื่อพระศาสดาตรัสถามว่า “แล้วตัวเธอเล่า ?” ก็ได้กราบทูลว่า ปกติแล้วตนจะนั่งผิงไฟในยามต้นและต่อจากนั้นก็จะลุกขึ้นมานั่งไม่นอน แต่พระศาสดาทรงทราบเป็นอย่างดีว่าภิกษุทั้งสองรูปใช้เวลาในแต่ละวันให้หมดไปกันอย่างไรบ้าง ดังนั้นพระศาสดาจึงตรัสกับพระรูปที่เกียจคร้านว่า “แม้ว่าเธอเกียจคร้านและประมาทแต่เธอก็ยังมาอ้างว่าตัวเองขยันไม่ประมาท และเธอมาใส่ความภิกษุอีกรูปหนึ่งว่าเกียจคร้านและประมาททั้งๆที่เขามีความขยันและไม่ประมาท เธอนั่นแหละเป็นเหมือนม้าอ่อนแอวิ่งช้าเมื่อเทียบกับบุตรของเราที่เหมือนกับม้าแข็งแรงวิ่งเร็ว”
จากนั้นพระศาสดาตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 29 ว่า
อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ
สตฺเตสุ พหุชาคโร
อพลสฺสํ ว สีฆสฺโส
หิตวา ยาติ สุเมธโสฯ
ผู้มีปัญญาดี ไม่ประมาท เมื่อคนอื่นหลับก็จะตื่น
เขาจึงทิ้งคนอื่นไป
เหมือนม้าฝีเท้าเร็วทิ้งม้าวิ่งช้าไว้เบื้องหลัง.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

๕.เรื่องพระมหากัสสปเถระ
เรื่องพระมหากัสสปเถระ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในวัดพระเชตวัน ทรงปรารภพระมหากัสสปเถระ ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 28 นี้
ครั้งหนึ่งขณะที่พระมหากัสสปเถระพำนักอยู่ในถ้ำปิปผลิ ท่านได้ใช้เวลาให้หมดไปโดยการพัฒนาอาโลกกสิณ(มโนภาพแสงสว่าง) และพยายามใช้จักษุทิพย์ตรวจดูว่าสัตว์เหล่าใดไม่ประมาทและสัตว์เหล่าใดประมาท ตลอดจนตรวจสอบว่าผู้ใดใกล้ตายและผู้ใดใกล้จะมาเกิดบ้าง
พระศาสดาแม้ว่าจะประทับอยู่ที่วัดพระเชตะวันสามารถทอดพระเนตรเห็นพระมหากัสสปเถระด้วยพระญาณวิเศษว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ และทรงต้องการจะตักเตือนมิให้ท่านเสียเวลาไปกับการกระทำดังกล่าว ดังนั้นพระองค์จึงฉายพระรัศมีไปประทับนั่งอยู่เบื้องหน้าพระเถระแล้วตรัสว่า “ดูกรกัสสปะ จำนวนของคนเกิดและคนตายนับไม่ถ้วน และไม่สามารถนับได้ ไม่ใช่วิสัยของเธอที่จะกระทำ เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น”
จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 28 ว่า
ปมาทํ อปฺปมาเทน
ยทา นุทติ ปณฺฑิโต
ปญฺญาปาสารทมารุยฺห
อโสโก โสกินึ ปชํ
ปพฺพโตฏฺโฐว ภุมฺมฏฺเฐ
ธีโร พาเล อเวกขติฯ
บัณฑิตย่อมขจัดความประมาทด้วยความไม่ประมาท
เขาย่อมเหมือนกับขึ้นสู่ปราสาทคือปัญญา
เป็นผู้ไม่มีความเศร้าโศก สามารถมองเห็นคนผู้โง่เขลา
ที่เศร้าโศกอยู่ เหมือนคนยืนอยู่บนยอดเขา
มองลงมายังคนที่ยืนบนพื้นดินข้างล่าง.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในวัดพระเชตวัน ทรงปรารภพระมหากัสสปเถระ ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 28 นี้
ครั้งหนึ่งขณะที่พระมหากัสสปเถระพำนักอยู่ในถ้ำปิปผลิ ท่านได้ใช้เวลาให้หมดไปโดยการพัฒนาอาโลกกสิณ(มโนภาพแสงสว่าง) และพยายามใช้จักษุทิพย์ตรวจดูว่าสัตว์เหล่าใดไม่ประมาทและสัตว์เหล่าใดประมาท ตลอดจนตรวจสอบว่าผู้ใดใกล้ตายและผู้ใดใกล้จะมาเกิดบ้าง
พระศาสดาแม้ว่าจะประทับอยู่ที่วัดพระเชตะวันสามารถทอดพระเนตรเห็นพระมหากัสสปเถระด้วยพระญาณวิเศษว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ และทรงต้องการจะตักเตือนมิให้ท่านเสียเวลาไปกับการกระทำดังกล่าว ดังนั้นพระองค์จึงฉายพระรัศมีไปประทับนั่งอยู่เบื้องหน้าพระเถระแล้วตรัสว่า “ดูกรกัสสปะ จำนวนของคนเกิดและคนตายนับไม่ถ้วน และไม่สามารถนับได้ ไม่ใช่วิสัยของเธอที่จะกระทำ เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น”
จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 28 ว่า
ปมาทํ อปฺปมาเทน
ยทา นุทติ ปณฺฑิโต
ปญฺญาปาสารทมารุยฺห
อโสโก โสกินึ ปชํ
ปพฺพโตฏฺโฐว ภุมฺมฏฺเฐ
ธีโร พาเล อเวกขติฯ
บัณฑิตย่อมขจัดความประมาทด้วยความไม่ประมาท
เขาย่อมเหมือนกับขึ้นสู่ปราสาทคือปัญญา
เป็นผู้ไม่มีความเศร้าโศก สามารถมองเห็นคนผู้โง่เขลา
ที่เศร้าโศกอยู่ เหมือนคนยืนอยู่บนยอดเขา
มองลงมายังคนที่ยืนบนพื้นดินข้างล่าง.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

๔.เรื่องพาลนักษัตร
เรื่องพาลนักษัตร
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนักษัตรของคนพาล ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 26 และพระคาถาที่ 27 นี้
ครั้งหนึ่งได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองพาลนักษัตรในกรุงสาวัตถี ในระหว่างที่จัดงานเทศกาลครั้งนี้พวกชายหนุ่มที่โง่ๆทั้งหลายเอาขี้เถ้าและมูลโคทาตามตัว แล้วเที่ยวตระเวนร้องตะโกนเสียงอึกทึกตามที่สาธารณะต่างๆ พวกเขาจะไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านของผู้คนทั้งหลาย และเมื่อเจ้าของบ้านนำเงินมาให้ถึงจะออกเดินทางไปที่บ้านหลังอื่นต่อไป
ในระหว่างนั้นมีพวกอุบาสกอุบาสิกอยู่ในกรุงสาวัตถีเป็นจำนวนมาก พวกอุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้ เห็นว่าในช่วงเทศกาลนี้เต็มไปด้วยพวกวัยรุ่นที่ส่งเสียงเอะอะโวยวาย จึงได้ส่งข่าวไปทูลพระศาสดาขอให้พระองค์ประทับอยู่แต่ในวัดและอย่าได้เสด็จเข้ามาในตัวเมืองเป็นเวลา 7 วัน พวกเขาได้จัดส่งภัตตาหารไปถวายที่วัดและพวกตนเองก็เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือนไม่ออกมาข้างนอกเหมือนกัน พอถึงวันที่ 8 เมื่อเทศกาลพาลนักษัตรนี้เลิกแล้ว พระศาสดาและพระสาวกก็ได้รับนิมนต์ให้ไปรับอาหารบิณฑบาตในตัวเมือง เมื่ออุบาสกอุบาสิกากราบทูลเกี่ยวกับพฤติกรรมก้าวร้าวและน่าละอายของพวกเด็กวัยรุ่นเหล่านั้น พระศาสดาได้ตรัสว่าเป็นธรรมชาติของพวกคนโง่ที่มีพฤติกรรมไร้ยางอาย
จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 26 และพระคาถาที่ 27 ดังนี้
ปมาทมนุยุญฺชนฺติ
พาลา ทุมฺเมธิโน ชนา
อปฺปมาทญจ เมธาวี
ธนํ เสฏฺฐํ ว รกฺขติฯ
คนพาล ปัญญาทราม
มักมัวแต่ประมาท
ส่วนบัณฑิต ย่อมรักษาความไม่ประมาท
เหมือนรักษาทรัพย์อันประเสริฐ.
มา ปมาทมนุยุญฺเชถ
มา กามรติสนฺถวํ
อปฺปมตฺโต หิ ฌายนฺโน
ปปฺโปติ วิปุลํ สุขํฯ
พวกเธออย่ามัวแต่ประมาท
อย่ามัวแต่จะลุ่มหลงในกามคุณ
ผู้ไม่ประมาท เพ่งพินิจอยู่เท่านั้น
ถึงจะบรรลุสุขอันไพบูลย์(คือบรรลุนิพพาน)ได้.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนักษัตรของคนพาล ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 26 และพระคาถาที่ 27 นี้
ครั้งหนึ่งได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองพาลนักษัตรในกรุงสาวัตถี ในระหว่างที่จัดงานเทศกาลครั้งนี้พวกชายหนุ่มที่โง่ๆทั้งหลายเอาขี้เถ้าและมูลโคทาตามตัว แล้วเที่ยวตระเวนร้องตะโกนเสียงอึกทึกตามที่สาธารณะต่างๆ พวกเขาจะไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านของผู้คนทั้งหลาย และเมื่อเจ้าของบ้านนำเงินมาให้ถึงจะออกเดินทางไปที่บ้านหลังอื่นต่อไป
ในระหว่างนั้นมีพวกอุบาสกอุบาสิกอยู่ในกรุงสาวัตถีเป็นจำนวนมาก พวกอุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้ เห็นว่าในช่วงเทศกาลนี้เต็มไปด้วยพวกวัยรุ่นที่ส่งเสียงเอะอะโวยวาย จึงได้ส่งข่าวไปทูลพระศาสดาขอให้พระองค์ประทับอยู่แต่ในวัดและอย่าได้เสด็จเข้ามาในตัวเมืองเป็นเวลา 7 วัน พวกเขาได้จัดส่งภัตตาหารไปถวายที่วัดและพวกตนเองก็เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือนไม่ออกมาข้างนอกเหมือนกัน พอถึงวันที่ 8 เมื่อเทศกาลพาลนักษัตรนี้เลิกแล้ว พระศาสดาและพระสาวกก็ได้รับนิมนต์ให้ไปรับอาหารบิณฑบาตในตัวเมือง เมื่ออุบาสกอุบาสิกากราบทูลเกี่ยวกับพฤติกรรมก้าวร้าวและน่าละอายของพวกเด็กวัยรุ่นเหล่านั้น พระศาสดาได้ตรัสว่าเป็นธรรมชาติของพวกคนโง่ที่มีพฤติกรรมไร้ยางอาย
จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 26 และพระคาถาที่ 27 ดังนี้
ปมาทมนุยุญฺชนฺติ
พาลา ทุมฺเมธิโน ชนา
อปฺปมาทญจ เมธาวี
ธนํ เสฏฺฐํ ว รกฺขติฯ
คนพาล ปัญญาทราม
มักมัวแต่ประมาท
ส่วนบัณฑิต ย่อมรักษาความไม่ประมาท
เหมือนรักษาทรัพย์อันประเสริฐ.
มา ปมาทมนุยุญฺเชถ
มา กามรติสนฺถวํ
อปฺปมตฺโต หิ ฌายนฺโน
ปปฺโปติ วิปุลํ สุขํฯ
พวกเธออย่ามัวแต่ประมาท
อย่ามัวแต่จะลุ่มหลงในกามคุณ
ผู้ไม่ประมาท เพ่งพินิจอยู่เท่านั้น
ถึงจะบรรลุสุขอันไพบูลย์(คือบรรลุนิพพาน)ได้.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.
Subscribe to:
Posts (Atom)
