KEATHADHAMMABOTHTHAI

nousambath855@gmail.com

เรียบเรียงโดย จงฺกมรกฺขิโต นู สมบัติ keathadhammaboththai.blogspot.com

อ่านเรื่องในคาถาธรรมบท ๓๐๒ เรื่อง บล็กนี้เรียบเรียงโดย ภิกฺขุ จงฺกมรกฺขิโต นู สมบัติ ขออนุโมทนาบุญทุกย่าง ! Email: nousambath855@gmail.com
Showing posts with label มลวรรค ที่ ๑๘. Show all posts
Showing posts with label มลวรรค ที่ ๑๘. Show all posts

July 17, 2017

๑๒.เรื่องสุภัททปริพาชก

เรื่องสุภัททปริพาชก



พระศาสดา  ผทมแล้วบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพาน  ในสาลวัน  ของเจ้ามัลละทั้งหลาย  อันเป็นที่แวะพัก  ใกล้พระนครกุสินารา  ทรงปรารภปริพาชกชื่อว่า  สุภัททะ    ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  อากาเสว  ปทํ  นตฺถิ  เป็นต้น

สุภัททปริพพาชกผู้นี้   พำนักอยู่ที่เมืองกุสินารา   ในอดีตชาตินั้น  เมื่อน้องชายของเขา ถวายทานที่เกี่ยวข้องกับข้าวกล้าในนาถึง  9  ครั้ง  แต่เขามัวแต่โอเอ้ไม่ยอมถวายทานในช่วงแรกๆ  แต่ได้มาถวายในช่วงท้าย   ทำให้ในชาตินี้เขาไม่ได้เข้าเฝ้าพระศาสดาในช่วงปฐมโพธิกาล  และมัชฌิมโพธิกาล   แต่ได้มาเข้าเฝ้าพระศาสดาในช่วงปัจฉิมโพธิกาล

สุภัททปริพาชก  เมื่อได้ข่าวว่าพระศาสดาจะเสด็จดับขันธปริพพาน  จึงได้เข้าเฝ้าพระศาสดา   กราบทูลถามปัญหา  3  ข้อ   คือ 1.  รอยเท้าในอากาศ  มีหรือไม่  2.  ชื่อว่าสมณะภายนอกแต่พุทธศาสนามีหรือไม่  และ 3.  สังขารทั้งหลายชื่อว่าเที่ยง  มีหรือไม่

พระศาสดา   จึงได้ตรัสพระธรรมบท  สองพระคาถานี้ว่า

อากาเสว  ปทํ  นตฺถิ
สมโณ  นตฺถิ  พาหิโร
ปปญฺจาภิรตา  ปชา
นิปฺปปญฺจา  ตถาคตา ฯ

อากาเสว   ปทํ  นตฺถิ
สมโณ  นตฺถิ  พาหิโร
สงฺขารา   สสฺสตา  นตฺถิ
นตฺถิ  พุทฺธานมิญฺชิตํ  ฯ

รอยเท้าในอากาศนั่นเทียว  ไม่มี
สมณะภายนอก  ไม่มี
หมู่สัตว์เป็นผู้ยินดียิ่งแล้วในธรรมเครื่องเนิ่นช้า
พระตถาคตทั้งหลาย  หาธรรมเครื่องเนิ่นช้ามิได้.

รอยเท้าในอากาศเทียว  ไม่มี
สมณะภายนอกไม่มี
สังขารทั้งหลาย ชื่อว่าเที่ยง  ไม่มี
กิเลสเครื่องหวั่นไหว   ไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง  สุภัททปริพาชก  บรรลุอนาคามิผล   พระธรรมเทศนา  มีประโยชน์แม้แก่บริษัทผู้มาประชุมกัน.

๑๑.เรื่องพระอุชฌานสัญญีเถระ

เรื่องพระอุชฌานสัญญีเถระ



พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภพระเถระรูปหนึ่งชื่อ อุชฌานสัญญี   ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส  เป็นต้น

พระอุชฌานสัญญีเถระ   มักจะคอยจับผิดและพูดไม่ดีกับภิกษุอื่นอยู่เสมอ  เช่น   ภิกษุนี้ นุ่งสบงอย่างนี้  ภิกษุนี้  ห่มจีวรอย่างนี้   เป็นต้น   ภิกษุทั้งหลายจึงได้นำเรื่องนี้กราบทูลพระศาสดา   พระศาสดาจึงตรัสว่า  “ภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุตั้งอยู่ในข้อวัตร  กล่าวสอนอยู่อย่างนี้  ใครๆไม่ควรติเตียน  ส่วนภิกษุใด  แสวงหาโทษของชนเหล่าอื่น  เพราะความมุ่งหมายในอันกล่าวโทษ  กล่าวอย่างนี้แล้วเที่ยวไป  บรรดาคุณวิเศษมีฌานเป็นต้น  คุณวิเศษแม้อย่างหนึ่ง  ย่อมไม่เกิดแก่ภิกษุนั้น  อาสวะเท่านั้น  ย่อมเจริญอย่างเดียว”

จากนั้น  พระศาสดาตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส
นิจฺจํ  อุชฌานสญฺญิโน
อาสวา  ตสฺส  วฑฺฒนฺติ
อารา   โส  อาสวฺขยํ  ฯ

อาสวะทั้งหลาย  ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น
ผู้คอยดูโทษของบุคคลอื่น
ผู้มีความมุ่งหมายในอันกล่าวโทษเป็นนิตย์
บุคคลนั้น  เป็นผู้ไกลจากความสิ้นไปแห่งอาสวะ.



เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง  ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น

๑๐.เรื่องเมณฑกเศรษฐี

เรื่องเมณฑกเศรษฐี



พระศาสดา  เมื่อทรงอาศัยภัททิยนคร  ประทับอยู่ในชาติยาวัน     ทรงปรารภเมณฑกเศรษฐี  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  สุทสฺสํ  วชฺชมญฺเญสํ  เป็นต้น

ในกาลครั้งหนึ่ง   ในระหว่างเสด็จจาริกสู่แคว้นอังคะและแคว้นอุตตระ   พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยที่จะบรรลุโสดาปัติผลของบุคคล 6  คนเหล่านี้ คือ 1. เมณฑกเศรษฐี  2.ภรรยาของเศรษฐี  ชื่อนางจันทปทุมา  3. บุตรชื่อธนัญชัยเศรษฐี   4.  หญิงสะใภ้ชื่อนางสุมนเทวี  5.  หลานสาวชื่อวิสาขา   6.ทาสชื่อปุณณะ  จึงเสด็จไปสู่ภัททิยนคร   ประทับอยู่ในชาติยาวัน
เมณฑกเศรษฐีผู้นี้  มีฐานะร่ำรวยมาก   ที่เป็นเช่นนี้  ในพระคัมภีร์กล่าวว่า   เป็นเพราะเมณฑกเศรษฐีได้พบรูปปั้นแพะทองคำ  ประมาณเท่าช้าง  เท่าม้า  และเท่าโคถึก   โผล่ขึ้นมาจากแผ่นดินที่บริเวณหลังบ้าน  ซึ่งกินบริเวณกว้างถึง 8  กรีส  เพราะเหตุนี้เศรษฐีคนนี้จึงมีชื่อว่า เมณฑกเศรษฐี  แปลว่า  เศรษฐีแพะ   ในพระคัมภีร์บรรยายต่อไปว่าว่า  ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี   เขาได้เคยบริจาคทรัพย์สร้างวัดถวายพระวิปัสสีพระพุทธเจ้า  และถวายสิ่งของต่างๆ  เช่น  ธรรมาสน์ทำด้วยทองคำสำหรับแสดงพระธรรมเทศนา  พร้อมด้วยตั่งทองคำสำหรับก้าวขึ้นสู่ธรรมาสน์เป็นรูปแพะทั้ง 4 ทิศ  เป็นต้น  เมื่อสิ่งก่อสร้างต่างๆในวัดสำเร็จแล้ว  เขาก็ได้กราบทูลอาราธนาพระวิปัสสีพุทธเจ้ามาฉันภัตตาหาร  พร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย   ตลอดเวลา 4  เดือน   ต่อมาในอีกอดีตชาติหนึ่ง  เขาเกิดเป็นเศรษฐีในเมืองพาราณสี   ในกาลครั้งหนึ่ง  ได้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  ผู้คนอดอยากข้าวปลาอาหาร   ทั่วทุกหนทุกแห่ง  วันหนึ่งเศรษฐีได้ให้คนรับใช้ทำอาหารไว้พอดีสำหรับตนเองและบริวารรับประทาน   ได้มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง  ซึ่งเพิ่งออกจากสมาบัติ  มายืนบิณฑบาตอยู่ที่หน้าประตูบ้าน   เขาได้บริจาคอาหารทั้งหมดทั้งในส่วนของตนเองและส่วนของบริวารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น      เพราะผลแห่งการถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เพิ่งออกจากสมาบัติ  ทำให้หม้อข้าวของเศรษฐี กลับมีข้าวอยู่เต็ม  และยุ้งยางต่างๆที่ว่างเปล่าก็กลับเต็มไปด้วยข้าวเปลือก 

เมื่อเมณฑกเศรษฐี   ได้ทราบข่าวว่า  พระศาสดาเสด็จที่เมืองภัททิยะมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์  ก็ได้เข้าไปถวายบังคม หลังจากที่ได้ฟังธรรมจากพระศาสดาแล้ว  ท่านพร้อมด้วยบุคคลอื่นรวม 6  คน(ตามที่มีชื่อระบุข้างต้น)  ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล  และท่านได้กราบทูลพระศาสดาว่า  ในระหว่างทางที่ท่านเดินทางมาเฝ้าพระศาสดานั้น  ท่านได้พบกับพวกเดียรถีย์  และพวกเดียรถีย์เหล่านี้ได้ห้ามปรามมิให้ท่านมา   พระศาสดาจึงตรัสกับท่านเศรษฐีว่า  “คฤหบดี  ขึ้นชื่อว่าสัตว์เหล่าใดย่อมไม่เห็นโทษของตนแม้มาก  ย่อมโปรยโทษของชนเหล่าอื่นแม้ไม่มีอยู่กระทำให้มี  ราวะบุคคลโปรยแกลบลงในที่นั้น ๆ  ฉะนั้น”

จากนั้น   พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท  พระคาถานี้ว่า

สุทสฺสํ  วชฺชมญเญสํ
อตฺตโน  ปน  ทุสฺทสํ
ปเรสํ  หิ  โส  วชฺชานิ
โอปุนาติ  ยถา  ภุสํ
อตฺตโน  ปน  ฉาเทติ
กลึว  กิตวา   สโฐ  ฯ

โทษของบุคคลเหล่าอื่นเห็นง่าย
ฝ่ายโทษของตนเห็นได้ยาก
เพราะว่า  บุคคลนั้น  ย่อมโปรยโทษของบุคคลเหล่าอื่น
เหมือนบุคคลโปรยแกลบ
แต่ว่าย่อมปกปิด(โทษ)ของตน
เหมือนพรานปกปิดร่างกายด้วยเครื่องปกปิดฉะนั้น.

 เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

๙.เรื่องอุบาสก 5 คน

เรื่องอุบาสก 5 คน



พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภอุบาสก 5  คน  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  นตฺถิ ราคสโม  อคฺคิ  เป็นต้น

ในกาลครั้งหนึ่ง  อุบาสก 5 คนไปฟังธรรมของพระศาสดา ที่วัดพระเชตวัน  อุบาสกคนที่ 1  นั่งหลับ  คนที่  2  นั่งเอามือขีดเขียนแผ่นดิน  คนที่ 3  นั่งเขย่าต้นไม้  คนที่ 4  นั่งแหงนคอดูท้องฟ้า    คนที่ 5  นั่งฟังธรรมโดยเคารพ พระอานนทเถระ  ซึ่งนั่งถวายงานพัดพระศาสดาอยู่นั้น  ได้แลเห็นพฤติกรรมของอุบาสกทั้ง 5  คนนั้นแล้ว  จึงกราบทูลพระศาสดาว่า  “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่อุบาสกเหล่านี้  ดุจหยาดฝนเม็ดใหญ่ตกลงมาจากฟากฟ้า  แต่อุบาสกเหล่านั้น  กลับแสดงพฤติกรรมประลาดๆแตกต่างกัน” จากนั้นพระเถระได้กราบทูลพฤติกรรมของอุบาสกให้พระศาสดาทรงทราบ  และได้กราบทูลถึงสาเหตุที่อุบาสกเหล่านั้นมีพฤติกรรมแตกต่างกัน  พระศาสดาตรัสว่า  อุบาสกคนที่นั่งหลับอยู่นั้น  เคยเกิดเป็นงูมา 500 ชาติ  ปกติงูจะพาดหัวไว้บนขนดแล้วหลับ  ก็จึงติดนิสัยชอบหลับนั้นมาจนถึงชาติปัจจุบัน   อุบาสกคนที่ชอบเอานิ้วคุ้ยขี่ยแผ่นดินนั้น  เคยเกิดเป็นไส้เดือนในอดีตชาติมาแล้ว 500 ชาติ  จึงได้ติดนิสัยชอบคุ้ยเขี่ยแผ่นดินมาจนถึงปัจจุบันชาติ  อุบาสกคนที่ชอบเอามือเขย่าต้นไม้นั้น  เคยเกิดเป็นลิงมาแล้ว 500 ชาติ  จึงติดนิสัยชอบเขย่าต้นไม้มาจนถึงปัจจุบันชาติ   อุบาสกคนที่นั่งฟังธรรมโดยคารพนั้น  เคยเกิดเป็นพราหมณ์ผู้ชอบท่องมนตรามาถึง 500 ชาติ  จึงติดนิสัยชอบฟังธรรมแล้วนำไปเทียบเคียงกับมนตราที่ตนเคยท่องบ่นมาตั้งแต่อดีตชาติ   พระอานนทเถระกราบทูลถามต่อไปว่า  พระธรรมของพระองค์  เป็นสิ่งที่ยากสำหรับทุกคนที่จะฟังแล้วเข้าใจหรือไม่  พระศาสดาตรัสว่า   ขึ้นอยู่กับการอบรมบ่มนิสัยของแต่ละบุคคลมาตั้งแต่อดีตชาติ   พระอานนทเถระกราบทูลต่อไปว่า  ที่บุคคลฟังธรรมของพระศาสดาแล้วไม่เข้าใจเป็นเพราะมีสาเหตุอะไรมาขวางกั้นเอาไว้  พระศาสดาตรัสว่า  สิ่งที่มาขวางกั้นเอาไว้นั้นคือ  ราคะ  โทสะ  และโมหะ

พระศาสดาตรัสกับพระอานนทเถระว่า  “อานนท์  อุบาสกเหล่านั้น  อาศัยราคะ  อาศัยโทสะ  อาศัยโมหะ  อาศัยตัณหา  จึงสามารถ  ชื่อว่าไฟ  เช่นกับไฟคือราคะ  ไม่มี  ไฟใด  ไม่แสดงแม้ซึ่งเถ้า  ย่อมไหม้สัตว์ทั้งหลาย  แท้จริง  แม้ไฟซึ่งยังกัปให้พินาศ  ที่อาศัยความปรากฏแห่งพระอาทิตย์  7  ดวง  บังเกิดขึ้น  ย่อมไหม้โลก  ไม่ให้วัตถุไรๆ  เหลืออยู่เลยก็จริง  ถึงกระนั้น  ไฟนั้น  ย่อมไหม้ในบางคราวเท่านั้น  ชื่อว่ากาลที่ไฟคือราคะ  จะไม่ไหม้  ย่อมไม่มี  เพราะฉะนั้น  ไฟเสมอด้วยราคะก็ดี  ผู้จับเสสอด้วยโทสะก็ดี  ข่ายเสมอด้วยโมหะก็ดี  ชื่อว่าแม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ก็ดี  ไม่มี”

จากนั้น  พระศาสดา  ได้ตรัสพระธรรมบท  พระคาถานี้ว่า

นตฺถิ  ราคสโม  อคฺคิ
นตฺถิ  โทสสโม  คโห
นตฺถิ โมหสมํ  ชาลํ
นตฺถิ  ตณฺหาสมา  นที ฯ

ไฟเสมอด้วยราคะ  ไม่มี
ผู้จับเสมอด้วยโทสะ  ไม่มี
ข่ายเสมอด้วยโมหะ  ไม่มี
แม่น้ำเสมอด้วยด้วยตัณหา  ไม่มี
แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา  ไม่มี.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   อุบาสกผู้ฟังธรรมอยู่โดยเคารพนั้น  บรรลุโสดาปัตติผล  พระธรรมเทศนามีประโยชน์แม้แก่ชนผู้ประชุมกัน.

๘.เรื่องภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ

เรื่องภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ



พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภพระภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  ททาติ  เว  ยถาสทฺธํ   เป็นต้น

ภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ  มีนิสัยชอบตำหนิทานและการกระทำความดีของผู้อื่น   ท่านตำหนิแม้กระทั่งอริยสาวกกผู้ทานบดี อย่างเช่น  อนาถบิณฑิกเศรษฐี  นางวิสาขามหาอุบาสิกา    และแม้กระทั่งอสทิสทานที่ถวายโดยพระเจ้าปเสนทิโกศล  นอกจากนั้นแล้ว  พระหนุ่มรูปนี้ก็ยังโอ้อวดว่าพวกญาติๆของท่านมีฐานะดีและมีใจบุญสุนทร์ทาน  เมื่อภิกษุอื่นๆได้ยินคำโอ้อวดของพระติสสะ  ก็เกิดความสงสัยในข้อเท็จจริง  จึงตัดสินใจที่จะไปพิสูจน์หาความจริง

พวกภิกษุหนุ่มกลุ่มหนึ่ง  ได้เดินทางไปพิสูจน์และสอบสวนที่หมู่บ้านของพระติสสะ  ก็ได้พบว่าครอบครัวของพระติสสะเป็นครอบครัวยากจน  เป็นแค่บุตรของยามรักษาการ  ไม่มีบ้านอยู่เป็นหลักฐาน  ก่อนบวชตระเวนไปกับพวกช่างไม้แล้วไปบวช

เมื่อภิกษุทั้งหลาย   กราบทูลพระศาสดาให้ทรงทราบในเรื่องนี้   พระศาสดาตรัสว่า   “ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุชื่อว่าติสสะนั้น  ย่อมเที่ยวโอ้อวด  ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้  แม้ในกาลก่อน  เธอก็ได้เป็นผู้โอ้อวดแล้ว  จากนั้นได้ทรงนำอดีตชาติของพระติสสะในกฏาหกชาดกมาเล่า  แล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย  ก็บุคคลใด  เมื่อชนเหล่าอื่นให้ซึ่งวัตถุน้อยก็ตาม  มากก็ตาม  เศร้าหมองก็ตาม  ประณีตก็ตาม  หรือให้วัตถุแก่ชนเหล่าอื่น  แต่ไม่ให้แก่ตน  ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน  ฌานก็ดี  วิปัสสนาก็ดี  มรรคและผลก็ดี  ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น”

จากนั้น  พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท  พระคาถานี้ว่า

ททาติ  เว  ยถาสทฺธํ
ยถาปสาทนํ  ชโน
ตตฺถ  โย  มงฺกุโต  โหติ
ปเรสํ  ปานโภชเน
น  โส  ทิวา  วา  รตฺตึ วา
สมาธึ  อธิคจฺฉติ  ฯ

ยสฺส  เจตํ  สมุจฺฉินฺนํ
มูลฆจฺฉํ  สมูหตํ
ส  เว  ทิวา  วา  รตฺตึ  วา
สมาธึ  อธิคจฺฉติ  ฯ

ชนย่อมให้ทานตามศรัทธา
ตามความเลื่อมใสแล
ชนใด  ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน
ในเพราะน้ำและข้าวของชนเหล่าอื่นนั้น
ชนนั้นย่อมไม่บรรลุสมาธิในกลางวันหรือในกลางคืน.

ก็กุศลกรรมอันบุคคลใดตัดขาดแล้ว
ถอนขึ้นทำให้มีรากขาดแล้ว
บุคคลนั้นแล  ย่อมบรรลุสมาธิ
ในกลางวันหรือในกลางคืน.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

๗.เรื่องอุบาสกห้าคน

เรื่องอุบาสกห้าคน



พระศาสดา   เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภอุบาสก 5 คน  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า   โย  ปาณมติมาเปติ  เป็นต้น

ในกาลครั้งหนึ่ง  อุบาสก  5 คนได้ไปรักษาอุโบสถศีลอยู่ที่วัดพระเชตวัน   อุบาสกแต่ละคนรักษาศีลเพียง 1-2  ข้อใน 8 ข้อนั้น  คนที่รักษาศีลข้อใดก็จะบอกว่าศีลที่ตนรักษาเป็นข้อที่รักษายากที่สุด    จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น   ในที่สุดอุบาสกทั้ง 5 คนก็ได้ไปเฝ้าพระศาสดา  เพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง  พระศาสดาตรัสว่า “ศีลทั้งหมด  เป็นของรักษาโดยยากทั้งนั้น”

จากนั้น  พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท  สามพระคาถานี้ว่า

โย  ปาณมติมาเปติ
มุสาวาทญฺจ  ภาสติ
โลโก  อทินฺนํ  อาทิยติ
ปรทารญฺจ  คจฺฉติ ฯ

สุราเมรยปานญฺจ
โย  นโร  อนุยุญฺชติ
อิเธวะเมโส  โลกสฺมึ
มูลํ  ขนติ  อตฺตโน  ฯ

เอวํ  โภ  ปุริส  ชานาหิ
ปาปธมฺมา  อสญฺญตา
มา  ตํ  โลโภ  อธมฺโม  จ
จืรํ  ทุกฺขาย  รนฺธยุ  ฯ

นระใด  ย่อมยังสัตว์มีชีวิต  ให้ตกล่วงไป 1
กล่าวมุสาวาท 1
ถือเอาทรัพย์ที่บุคคลอื่นไม่ให้ในโลก  1
ถึงภริยาของคนอื่น1.

อนึ่ง  นระใด  ย่อมประกอบเนืองๆ
ซึ่งการดื่มสุราและเมรัย
นระนี้  ชื่อว่า  ย่อมขุดซึ่งรากเหง้าของตนในโลกนี้ทีเดียว.


บุรุษผู้เจริญ  ท่านจงทราบอย่างนี้  ว่า
บุคคลผู้มีบาปธรรมทั้งหลาย
ย่อมเป็นผู้ไม่สำรวมแล้ว
ความโลภและสภาพมิใช่ธรรม  จงอย่ารบกวนท่าน
เพื่อความทุกข์  ตลอดกาลนานเลย.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง  อุบาสก  5  คนนั้น  บรรลุโสดาปัตติผล.  พระธรรมเทศนา มีประโยชน์  แม้แก่ชนผู้มาประชุมกัน.