KEATHADHAMMABOTHTHAI

nousambath855@gmail.com

เรียบเรียงโดย จงฺกมรกฺขิโต นู สมบัติ keathadhammaboththai.blogspot.com

อ่านเรื่องในคาถาธรรมบท ๓๐๒ เรื่อง บล็กนี้เรียบเรียงโดย ภิกฺขุ จงฺกมรกฺขิโต นู สมบัติ ขออนุโมทนาบุญทุกย่าง ! Email: nousambath855@gmail.com
Showing posts with label ปุปปผวรรค ที่ ๔. Show all posts
Showing posts with label ปุปปผวรรค ที่ ๔. Show all posts

July 15, 2017

๑๒.เรื่องครหทินน์

เรื่องครหทินน์



พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน ทรงปรารภสาวกของนิครนถ์ชื่อครหทินน์ ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 58 และพระคาถาที่ 59 นี้

 ที่กรุงสาวัตถี  มีชายเป็นสหายกันอยู่  2 คน คนหนึ่งชื่อสิริคุตต์ และอีกคนหนึ่งชื่อครหทินน์ คนที่ชื่อสิริคุตต์เป็นสาวกของพระศาสดา ส่วนคนที่ชื่อครหทินน์เป็นสาวกของพวกนิครนถ์  ซึ่งเป็นศัตรูกับชาวพุทธ  ครหทินน์เคยพูดกับสิริคุตต์ว่า “มันจะมีประโยชน์ที่คุณจะไปเป็นสาวกของพระศาสดา มาเถิดเพื่อน จงไปเป็นสาวกของครูทั้งหลายของเรา”  เมื่อถูกชักชวนจากครหทินน์เช่นนั้นหลายครั้งเข้า  สิริคุตต์จึงกล่าวกับครหทินน์ว่า “ไหนเพื่อนบอกหน่อยสิ ว่าครูทั้งหลายของคุณรู้อะไรบ้าง”   ครหทินน์ตอบว่า “ครูของเรารู้ทุกสิ่งทุกอย่าง  พวกเขามีอานุภาพมาก สามารถรู้อดีต อนาคต และปัจจุบัน ตลอดจนรู้ความนึกคิดของผู้อื่นด้วย” ดังนั้นสิริคุตต์จึงได้เชิญพวกนิครนถ์มารับประทานอาหารบิณฑบาตที่บ้านของเขา

 สิริคุตต์ต้องการค้นหาความจริงเกี่ยวกับพวกนิครนถ์ ว่าพวกเขาจะมีอานุภาพรู้จิตของคนอื่นเป็นต้น อย่างที่ครหทินน์ได้คุยเอาไว้หรือไม่  ดังนั้นเขาจึงได้ให้คนขุดหลุมลึกแล้วขนอุจจาระเหลวมาใส่ไว้ในหลุมจนเต็มแล้วใช้ผ้าปูปิดไว้ข้างบน  ส่วนที่นั่งสำหรับพวกนิครนถ์ก็ได้ไปวางไว้ข้างบนหลุมอุจจาระนั้น และได้นำตุ่มเปล่าๆมาวางเรียงรายโดยยัดผ้าและใบตองไว้ข้างในทำเป็นว่าเป็นตุ่มใส่ข้าวและแกงสำหรับถวายพวกนิครนถ์  เมื่อพวกนิครนถ์เดินทางมาถึงที่บ้าน ก็ถูกขอร้องให้เดินเข้าไปประจำที่นั่งที่ละคนๆ  โดยให้ไปยืนคอยอยู่ที่ใกล้ๆกับที่นั่งของตนๆ และเมื่อพร้อมทุกคนแล้วก็ขอให้นั่งลงพร้อมกัน  เมื่อพวกนิครนถ์นั่งลงพร้อมกัน เชือกที่ขึงรองที่นั่งก็ขาด พวกนิครนถ์ศีรษะคะมำตกลงไปในหลุมอุจจาระ  จากนั้นสิริคุตต์ได้เยาะเย้ยนิครนถ์เหล่านั้นว่า “ทำไมพวกท่านถึงไม่รู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคตเล่า ? ทำไมพวกท่านถึงไม่รู้ความคิดของคนอื่นเล่า ?”  พวกนิครนถ์ต่างวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก

ครหทินน์โกรธสิริคุตต์มาก ไม่ยอมพูดจาด้วยเป็นเวลา 2 สัปดาห์  หลังจากนั้นก็ได้ตัดสินใจที่จะแก้แค้นสิริคุตต์บ้าง จึงทำทีว่าเลิกโกรธ  และวันหนึ่งก็ได้ไปขอให้สิริคุตต์ไปนิมนต์พระศาสดาแทนตัวเขาให้ไปฉันอาหารที่บ้าน ดังนั้นสิริคุตต์จึงไปทูลนิมนต์พระศาสดาให้ไปฉันที่บ้านของครหทินน์  ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ทูลพระศาสดาในสิ่งที่เขาเคยทำไว้กับครหทินน์  และเขาได้แสดงความวิตกกังวลว่าที่ครหทินน์นิมนต์พระศาสดาไปในครั้งนี้อาจจะเพื่อทำการแก้แค้นก็ได้  ดังนั้นจึงขอให้พระศาสดาทรงพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรจะรับนิมนต์ครหทินน์หรือไม่

พระศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณพิเศษของพระองค์ว่า จะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้ทั้งสองสหายนี้ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล  หากพระองค์รับคำนิมนต์ของครหทินน์  ข้างครหทินน์ก็ได้ทำการขุดหลุมขนาดใหญ่  นำฟืนมาจุดไฟเผาอยู่เต็มหลุม  แล้วปิดไว้ด้วยสื่อลำแพน  และเขาก็ได้นำตุ่มเปล่ามาวางเรียงรายโดยเอาผ้าและใบกล้วยมายัดเข้าไว้ข้างในทำเป็นว่าเป็นตุ่มบรรจุข้าวและแกงของถวายพระสงฆ์  พอถึงวันรุ่งขึ้น พระศาสดาได้เสด็จมาพร้อมกับภิกษุ 500รูป  เมื่อพระศาสดาก้าวเหยียบไปบนสื่อลำแพนที่ปูอยู่หนือหลุมถ่านดพลิง  ก็ได้เกิดปาฏิหาริย์ เสื่อและฟืนถ่านที่ลุกไหม้อยู่นั้นได้หายไป  และมีดอกบัวขนาดใหญ่มากขนาดกงล้อเกวียน 500 ดอก ผุดขึ้นมาเป็นอาสนะที่ประทับของพระศาสดาและที่นั่งของภิกษุทั้งหลาย

เมื่อครหทินน์ได้เห็นปาฏิหาริย์เช่นนี้ก็เกิดความตื่นตระหนก รีบเข้าไปหาสิริคุตต์กล่าวว่า “เพื่อนรัก เพื่อนต้องช่วยฉันนะ  ฉันต้องการจะแก้แค้นคุณ  ก็เลยได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในครั้งนี้   แผนการร้ายนี้ไม่อาจมีผลใดๆต่อพระศาสดาของคุณได้เลย  ตุ่มต่างๆที่ตั้งเรียงรายอยู่ในครัวนั้นล้วนเป็นตุ่มเปล่า  ช่วยฉันทีเถอะนะ” สิริคุตต์ได้บอกกับครหทินน์ให้เดินกลับไปมองดูที่ตุ่มเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อครหทินน์ปฏิบัติตามก็ได้พบว่าตุ่มเหล่านั้นมีอาหารอยู่เต็มทุกตุ่ม  ซึ่งได้สร้างความประหลาดใจ ความโล่งใจ และความสุขให้แก่ครหทินน์เป็นอันมาก  ครหทินน์ได้นำภัตตาอาหารมาถวายพระศาสดาและพระภิกษุทั้งหลาย  หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว  พระศาสดาได้แสดงทีท่าว่าจะกระทำอนุโมทนาทาน และได้ตรัสว่า  “พวกคนพาล ขาดปัญญา ไม่รู้คุณของสาวกของเรา และแห่งพระพุทธศาสนา  เพราะความไม่มีปัญญาจักษุนั่นเอง  ผู้เว้นปัญญาจักษุ ชื่อว่าผู้ตาบอด ส่วนผู้มีปัญญา ชื่อว่ามีจักษุ”

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 58 และพระคาถาที่  59 ว่า

ยถา สงฺการธานสฺมึ
อุชฌิตสฺมึ  มหาปเถ
ปทุมํ ตตฺถ ชาเยถ
สุจิคนฺธํ มโนรมํฯ

ดอกปทุม เกิดที่กองขยะ
ที่ถูกทิ้งไว้ตรงทางหลวง
มีกลิ่นหอม เป็นที่รื่นรมย์ใจ ฉันใด ฯ

เอวํ สงฺการภูเตสุ
อนฺธภูเต ปุถุชฺชเน
อติโรจติ ปญญาย
สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโกฯ

ในหมู่ปุถุชน ผู้มืดบอด
ที่เปรียบเหมือนกองขยะนั้น
พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยปัญญาเหนือกว่า ฉันนั้น.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ความตรัสรู้ธรรม ได้บังเกิดแล้ว แก่สัตว์ 8 หมื่น 4 พัน  ส่วนครหทินน์และสิริคุตต์ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล.

๑๑.เรื่องปรินิพพานของพระโคธิกเถระ

เรื่องปรินิพพานของพระโคธิกเถระ



พระศาสดา  เมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน ทรงปรารภการนิพพานของพระโคธิกเถระ ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 57 นี้

ครั้งหนึ่งพระโคธิกเถระ มีความมุ่งมั่นปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไปอยู่ใกล้ถ้ำกาลสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิในแคว้นมคธ พอพระเถระได้เอกัคคตาจิต(ฌาน) ก็เกิดอาพาธ(ป่วยหนัก)ด้วยโรคเรื้อรังอย่างหนึ่ง  ทำให้ท่านไม่สามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้อย่างมีประสิทธิผลจนบรรลุพระอรหัตตผลได้  แต่แม้ว่าท่านจะป่วยหนักอย่างไรท่านก็ยังมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติต่อไป  แต่ทุกครั้งที่ทำความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมนั้นก็มีอันต้องอาพาธเข้ามาขัดขวางทุกครั้งไป  เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ถึง 6 ครั้ง  พอถึงครั้งสุดท้ายท่านพระโคธิกเถระได้ตัดสินใจที่จะเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้  และจะต้องบรรลุพระอรหัตตผลให้ได้แม้ว่าจะต้องตายก็ตาม  ดังนั้นท่านจึงยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมต่อไปอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดท่านก็ได้ตัดสินใจสละชีวิตด้วยการนำมีดโกนมาเฉือนคอของตนเอง  ในช่วงที่ท่านจะมรณภาพนั่นเอง ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล

เมื่อมารทราบว่าพระโคธิกเถระมรณภาพแล้ว ก็ได้พยายามค้นหาที่เกิดของพระเถระแต่ก็หาไม่พบ  มารจึงได้แปลงร่างเป็นชายหนุ่มไปเฝ้าพระศาสดา และได้ทูลถามถึงที่เกิดของพระเถระ พระศาสดาตรัสว่า “มันไม่เป็นประโยชน์สำหรับท่านที่จะมาถามถึงชะตาชีวิตของพระโคธิกเถระ  เพราะพระโคธิกเถระหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวง ได้บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว  ดูก่อนมาร บุคลเช่นท่านแม้จะมีจำวนตั้งร้อยตั้งพัน ก็ไม่สามารถจะค้นหาสถานที่ไปเกิดของพระโคธิกะนั้นได้”

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 57 ว่า

เตสํ สมฺปนฺนสีลานํ
อปฺปมาทวิหารินํ
สมฺมทญฺญา วิมุตฺตานํ
มาโร มคฺคํ น วินทติฯ

ท่านผู้มีศีลสมบูรณ์
อยู่ด้วยความไม่ประมาท
หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ
มารจะไม่พบทางไป.


ในเวลาจบพระสัทธรรมเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น พระสัทธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.

๑๐.เรื่องถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ

เรื่องถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ



พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่วัดเวฬุวัน ทรงปรารภการถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 56 นี้

เมื่อพระมหากัสสปเถระออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ก็ได้เข้าไปบิณฑบาตในย่านที่อยู่อาศัยของคนยากจนในกรุงราชคฤห์ วัตถุประสงค์ของท่านก็คือต้องการจะเปิดโอกาสให้คนยากจนได้ผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่จากการถวายบิณฑบาตแก่บุคคลที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ท้าวสักกะจอมแห่งเทวดาทั้งหลาย มีพระประสงค์จะได้โอกาสนี้ถวายทานแด่พระมหากัสสปเถระ จึงได้ทรงแปลงร่างเป็นช่างหูกชราเสด็จมาที่กรุงราชคฤห์พร้อมด้วยนางเทพธิดาสุชาดาซึ่งก็ได้แปลงร่างเป็นหญิงชรามาครั้งนี้ด้วย  พระมหากัสสปเถระได้มายืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านของนายช่างหูกชราปลอม  ข้างนายช่างหูกชราปลอมได้ไปรับบาตรของพระเถระแล้วนำข้าวและกับข้าวบรรจุลงไป  ปรากฏว่ากลิ่นอาหารที่ใส่ลงไปในบาตรหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วกรุง  พระเถระจึงคิดว่าบุคคลผู้นี้จะต้องไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่ๆ และท่านก็รู้ได้ด้วยญาณพิเศษว่าจะต้องเป็นท้าวสักกะ  เมื่อท่านสอบถามท้าวสักกะได้ยอมรับความจริง  และได้ประกาศว่าพระองค์ก็มีความยากจนมาก เพราะว่าพระองค์ไม่มีโอกาสได้ถวายสิ่งใดๆให้แก่ใครๆในสมัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทำให้มีเดชานุภาพไม่เท่ากับจูฬรถเทพบุตร มหารถเทพบุตร และอเนกวัณณเทพบุตร เมื่อตรัสดังนี้แล้วท้าวสักกะพร้อมกับนางเทพธิดาสุชาดาได้ถวายนมัสการลาพระเถระแล้วเสด็จกลับคืนสู่เทวโลก

พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีในวัดพระเวฬุวัน สามารถทอดพระเนตรเห็นท้าวสักกะและนางสุชาดาที่จะเสด็จลากลับคืนสู่เทวโลกนั้น  จึงได้ตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า ท้าวสักกะเสด็จลงมาถวายบิณฑบาตแก่พระมหากัสสปเถระ  พระภิกษุทั้งหลายเกิดความสงสัยว่า ท้าวสักกะทรงทราบอย่างไรว่า พระมหากัสสปะเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ และเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะถวายบิณฑบาตแก่พระเถระ  พระศาสดาตรัสตอบคำถามนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ทั้งเหล่าเทพเจ้า ทั้งเหล่ามนุษย์ ย่อมพอใจภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร อย่างเช่นบุตรของเรา”  และได้ตรัสด้วยว่า “ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมเทพเจ้าทั้งหลาย  ได้เสด็จมาถวายบิณฑบาต แก่บุตรของเรา เพราะกลิ่นศีล” 

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 56 ว่า

อปฺปมตฺโต อยํ คนฺโธ
ยวายํ ตครจนฺทนี
โย จ สีลวตํ คนฺโธ
วาติ เทเวสุ อุตฺตโมฯ

กลิ่นกฤษณา กลิ่นจันทน์
ยังหอมน้อย
ส่วนกลิ่นของผู้มีศีล เป็นยอดกลิ่น
ฟุ้งไปถึงเทวโลกทั้งหลายได้.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง  ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น  พระสัทธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.

๙.เรื่องปัญหาของพระอานนทเถระ

เรื่องปัญหาของพระอานนทเถระ



พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี  เมื่อจะแก้ปัญหาของพระอานนทเถระ  ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 54 และพระคาถาที่ 55 ว่า

ขณะที่พระอานนทเถระกำลังปลีกวิเวกนั่งอยู่ตามลำพังในตอนเย็นวันหนึ่ง ท่านก็ได้คิดถึงกลิ่นและของหอมต่างๆ ท่านจึงความสงสัยขึ้นในใจว่า “กลิ่นเกิดจากราก  กลิ่นเกิดจากแก่น กลิ่นเกิดจากดอก กลิ่นทุกอย่างมีแต่หอมตามลม  หอมทวนลมไม่ได้  จะมีกลิ่นอะไรไหม ที่สามารถฟุ้งกระจายไปได้ ทั้งตามลมและทวนลม”  ท่านพระอานนทเถระไม่ต้องการหาคำตอบเอง จึงได้ไปทูลถามพระศาสดา  และพระศาสดาตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์  คนที่ยึดพระรัตนตรัย(คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์) เป็นที่พึ่ง  เป็นผู้รักษาศีล 5  มีใจโอบอ้อมอารี  มีความไม่ตระหนี่ บุคคลผู้เช่นนี้ย่อมชื่อว่า ผู้มีคุณธรรมความดี และเป็นผู้สมควรได้รับการยกย่อง  เกียรติภูมิของผู้เช่นนี้ย่อมขจรไปได้ไกล   และสมณะ พราหมณ์  อุบาสกอุบาสิกาย่อมกล่าวสรรเสริญเขา ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ใด”

จากนั้นพระศาสดาตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 54  และพระคาถาที่ 55 ว่า

น ปุปฺผคนฺโธ ปฏิวาตเมติ
น จนฺทนํ ตครมลฺลิกา วา
สตญฺจ คนฺโธ ปฏิวาตเมติ
สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติฯ

กลิ่นดอกไม้ ฟุ้งทวนลมไม่ได้
กลิ่นจันทน์ กฤษณา หรือมะลิ
ก็ฟุ้งทวนลมไม่ได้
ส่วนกลิ่นของสัตบุรุษหอมฟุ้งไปได้ทั่วทุกทิศฯ

จนฺทนํ ตครํ วาปิ
อุปฺปลํ อถ วสฺสิกี
เอเตสํ คนฺธชาตานํ

สีลคนฺโธ อนุตฺตโรฯ
จันทน์ กฤษณา
ดอกอุบล หรือดอกมะลิ
กลิ่นศีลยอดเยี่ยมกว่ากลิ่นของสิ่งเหล่านั้น.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง  ชนเป็นอันมาก ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น  พระสัทธรรมเทศนา มีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.

๘.เรื่องนางวิสาขา

เรื่องนางวิสาขา



พระศาสดา  เมื่อทรงเข้าไปอาศัยกรุงสาวัตถี ประทับอยู่ที่วัดบุพพาราม ทรงปรารภนางวิสาขา  ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 53 นี้

 นางวิสาขา เป็นธิดาของเศรษฐีแห่งภัททิยนคร ชื่อธนัญชัย  และ นางสุมนาเทวี  นางเป็นหลานสาวของเมณฑกเศรษฐี หนึ่งห้ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมากในอาณาจักรของพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อตอนที่นางวิสาขาอายุได้  7 ขวบ พระศาสดาได้เสด็จจาริกมาที่ภัททิยนคร ในครั้งนั้นมหาเศรษฐีเมณฑกะได้พานางวิสาขากับหญิงบริวาร 500 นางไปถวายบังคมพระศาสดา  หลังจากที่ได้ฟังธรรมของพระศาสดาแล้ว  นางวิสาขา พร้อมกับเมณฑกมหาเศรษฐีและหญิงบริวาร 500 นางก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล

เมื่อนางวิสาขาเจริญวัยได้แต่งงานกับนายปุณณวัฒนะ บุตรชายของมิคารเศรษฐีชาวกรุงสาวัตถี วันหนึ่งขณะที่มิคารเศรษฐีกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น มีพระภิกษุรูปหนึ่งออกบิณฑบาตไปหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านของ มิคารเศรษฐี แต่มิคารเศรษฐีทำทีมองไม่เห็นพระภิกษุรูปนั้น  เมื่อนางวิสาขาซึ่งใช้พัดก้านตาลพัดพ่อสามีอยู่นั้น เห็นเข้าจึงกล่าวกับภิกษุรูปนั้นว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ  นิมนต์ข้างหน้าเถิดเจ้าข้า  พ่อสามีของดิฉันกำลังบริโภคของเก่า” เมื่อมิคารเศรษฐีได้ยินเช่นนี้ก็โกรธมาก และได้ออกปากขับไล่นางวิสาขาออกจากบ้าน ข้างนางวิสาขาไม่ยอมและก็ได้ให้คนไปเชิญเศรษฐีอาวุโสจำนวน 8 คนที่บิดาของนางวิสาขาส่งมาคอยดูแลและให้คำปรึกษาหารือนางมาพบ เพื่อให้ช่วยตัดสินว่านางมีความผิดหรือไม่   เมื่อเศรษฐี 8 คนมาพร้อมหน้ากันแล้ว มิคารเศรษฐีได้กล่าวว่า “ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังรับประทานข้าวปายาส(ข้าวผสมนม) ในถาดทองคำอยู่นั้น  นางวิสาขาพูดว่า ข้าพเจ้ากำลังรับประทานของสกปรกโสโครก  เพราะความคิดข้อนี้ ข้าพเจ้าจึงออกปากไล่นางออกจากบ้าน”  นางวิสาขาได้อธิบายข้อกล่าวหานี้ว่า “เมื่อดิฉันเห็นพ่อของสามีทำทีไม่สนใจพระภิกษุที่ท่านมาบิณฑบาตยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ดิฉันมีความคิดว่าบิดาสามีไม่ยอมทำบุญทำกุศลในชาตินี้  เอาแต่รับประทานผลของกรรมดีในอดีตชาติ ดังนั้นดิฉันจึงกล่าวว่า บิดาสามีของดิฉันบริโภคของเก่า  ท่านทั้งหลายคะ  พวกท่านคิดว่าดิฉันมีความผิดหรือไม่”

ข้างเศรษฐีอาวุโสทั้ง 8 คนได้ตัดสินว่านางวิสาขาไม่มีความผิด จากนั้นนางวิสาขาได้กล่าวว่า นางเป็นผู้มีศรัทธาที่ไม่หวั่นไหวในพระพุทธศาสนา  และนางจะไม่ขออยู่ที่บ้านของมาคารเศรษฐีนี้ซึ่งไม่ต้อนรับพระภิกษุสงฆ์  หากนางไม่ได้รับอนุญาตให้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาถวายอาหารบิณฑบาตและทานอื่นๆในบ้านนี้  นางก็จะออกจากบ้านนี้ไป  และในที่สุดนางจึงได้รับอนุญาตจากมิคารเศรษฐีให้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาที่บ้านนี้ได้

ในวันรุ่งขึ้น  พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ก็ได้รับนิมนต์ไปที่บ้านของนางวิสาขา  เมื่อจะถวายภัตตาหาร นางวิสาขาก็ส่งข่าวไปถึงพ่อสามีให้ไปร่วมถวายด้วยแต่พ่อสามีไม่ไป  เมื่อพระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว   นางวิสาขาก็ได้ส่งข่าวไปบอกบิดาสามีอีก โดยในครั้งนี้ได้แจ้งไปขอให้บิดาสามีมาร่วมฟังธรรมของพระศาสดาโดยด่วน  บิดาสามีมีความรู้สึกว่าคราวนี้ตนคงจะปฏิเสธนางวิสาขาในครั้งที่สองไม่ได้เสียแล้ว จึงต้องการจะไป  แต่พวกนิครนถ์ที่เป็นอาจารย์เดิมของเศรษฐีไม่ยอมให้ไปฟังพระธรรมเทศนาตรงเบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา  แต่ยอมให้ไปนั่งฟังอยู่ข้างหลังม่าน หลังจากได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มิคารเศรษฐีก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล  เศรษฐีรู้สึกขอบคุณลูกสะใภ้ของตนที่ทำให้ได้มีโอกาสได้ฟังธรรมของพระศาสดา  จึงได้ประกาศว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นางวิสาขาจะอยู่ในฐานะเป็นมารดาของท่านเศรษฐี และด้วยเหตุนี้นางวิสาขาจึงมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า มิคารมาตา(แปลว่า มารดาของมิคาระ)

นางวิสาขามีบุตรชาย 10 คน และบุตรสาว 10 และบุตรชายและบุตรสาวเหล่านี้แต่ละคนได้ให้กำเนิดแก่ หลานย่าและหลานยายอีกเป็นจำนวนมาก  นางวิสาขามีเครื่องประดับที่มีค่ามากชื่อว่า มหาลดาประสาธน์ ซึ่งเป็นเครื่องประดับที่บิดของนางทำให้เป็นของขวัญในวันแต่งงาน วันหนึ่งนางวิสาขาไปที่วัดพระเชตวันพร้อมกับหญิงรับใช้เมื่อไปถึงที่วัดนางเห็นว่าเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์หนักมาก จึงถอดออกใส่ห่อให้หญิงรับใช้เก็บรักษาไว้  แต่พอออกมาจากวัดหญิงรับใช้เกิดลืมห่อเครื่องประดับนั้นไว้ที่วัด  ปกติเมื่อมีสิ่งของที่อุบาสกและอุบาสิกาหลงลืมไว้ในวัด พระศาสดาจะทรงมอบหมายให้พระอานนท์ดูแลรักษาไว้  นางวิสาขาส่งคนรับใช้นั้นกลับไปที่วัดโดยบอกไปว่า “กลับไปดูเครื่องประดับที่ลืมไว้นั้น  หากพระอานนท์ไปพบและเก็บไว้ ก็จงอย่านำเครื่องประดับนั้นกลับมา เราจะบริจาคให้แก่พระอานนท์”  แต่พระอานนท์ไม่ยอมรับของบริจาคชิ้นนี้  ดังนั้นนางวิสาขาจึงได้ตัดสินใจจะขายเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์นั้น และให้ดำเนินการนำเครื่องประดับขึ้นรถออกไปป่าวประกาศขาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดมีเงินพอที่จะซื้อเครื่องประดับนั้นได้  นางวิสาขาก็จึงซื้อเครื่องประดับนั้นเสียเองในราคา  ๙ โกฏิ  1 แสนกหาปณะ จากนั้นก็นำเงินจำนวนนี้ไปก่อสร้างวัดแห่งหนึ่งที่ด้านตะวันออกของตัวเมือง วัดนี้จึงมีชื่อว่าวัดบุพพาราม(วัดอยู่ทางทิศตะวันออก)

หลังจากที่ได้กระทำพิธีฉลองวัดบุพพารามเรียบร้อยแล้ว นางวิสาขาก็ได้คนในครอบครัวของนางมาประชุมกันทุกคนแล้วได้บอกกับคนเหล่านี้ว่า  ความปรารถนาทุกอย่างของนางได้บรรลุถึงแล้ว และนางไม่มีความประสงค์ในสิ่งใดอีก  แล้วนางก็ได้เปล่งอุทานเป็นคาถาแสดงความปลื้มปีติขณะเดินไปรอบๆวัดบุพพาราม  เมื่อภิกษุทั้งหลายได้ยินเสียงพูดขับร้องพรรณนาความสำเร็จของนาง ก็ได้ไปกราบทูลพระศาสดาว่า นางวิสาขาไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว นางได้เดินร้องเพลงไปรอบๆวัด  “พระเจ้าข้า นางคงเป็นบ้าไปแล้วกระมัง” พระภิกษุทูลถามพระศาสดา เมื่อพระศาสดาได้สดับคำทูลถามนี้แล้วก็ได้ตรัสว่า  วันนี้นางวิสาขาบรรลุความปรารถนาทุกอย่างทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็เพราะประสบความสำเร็จในความปรารถนานี้แหละ นางจึงมีความรู้สึกพึงพอใจ  นางได้เดินเปล่งอุทานแสดงถึงความปีติปราโมทย์  นางมิได้เสียจริต   พระศาสดาได้ทรงนำเรื่องในอดีตชาติที่ผ่านมาของนางวิสาขามาทรงเล่าให้ภิกษุทั้งหลาย และได้ตรัสสรุปว่า นางวิสาขามีปกติถวายทานและให้การสนับสนุนการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าในอดีตมาตลอด  นางมุ่งมั่นกระทำแต่กรรมดี และได้ทำกรรมดีนี้ไว้ในอดีตชาติ เช่นเดียวกับนายช่างดอกไม้ผู้ฉลาดทำพวงดอกไม้จากกองดอกไม้กองโต ฉะนั้น

จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 53 ว่า

ยถาปิ ปุปฺผราสิมฺหา
กยิรา มาลาคุเณ พหู
เอวํ ชาเตน มจฺเจน
กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุฯ

นายมาลาการเลือกสรรดอกไม้
มากมายจากกองดอกไม้
มาร้อยเป็นพวงมาลัย ฉันใด
คนเมื่อเกิดมาแล้ว ก็ควรทำแต่กุศลกรรม
ไว้ให้มาก ฉันนั้น.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง  ชนเป็นอันมาก  ได้บรรลุพระอริยผลทั้หลาย  มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น  พระสัทธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.

๗.เรื่องฉัตตปาณิอุบาสก

เรื่องฉัตตปาณิอุบาสก



พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภอุบาสกชื่อฉัตตปาณิ  ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 51 นี้

อุบาสกคนหนึ่งชื่อฉัตตปาณิ เป็นผู้ทรงจำพระไตรปิฎก และเป็นผู้บรรลุพระอนาคามี อยู่ในกรุงสาวัตถี  ครั้งหนึ่งขณะที่ฉัตตปาณิอุบาสกไปเฝ้าพระศาสดาที่วัดพระเชตวันและได้ตั้งใจฟังธรรมของพระศาสดาโดยเคารพอยู่นั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จมาเฝ้าพระศาสดาเหมือนกัน  ฉัตตปาณิอุบาสกไม่ยอมลุกขึ้นถวายความต้อนรับเพราะคิดว่าการลุกขึ้นต้อนรับพระราชานั้นก็เท่ากับว่าทำความเคารพพระราชานั่นเอง ซึ่งก็จะเป็นการไม่ถวายความเคารพในพระศาสดา พระเจ้าปัสเสนทิโกศลถือว่าเป็นการหมิ่นพระเกียรติยศและทรงพิโรธมาก  พระศาสดาทรงทราบเป็นอย่างดีถึงความรู้สึกของพระเจ้าปเสนทิโกศล  จึงได้ตรัสยกย่องฉัตตปาณิอุบาสกว่ามีความรู้ในเรื่องธรรมะดีมากและเป็นผู้บรรลุพระอนาคามิผล  เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลสดับเช่นนี้แล้วก็ทรงมีความประทับใจและทรงแสดงความชื่นชมในตัวของฉัตตปาณิอุบาสก

ต่อมาพระเจ้าปัสเสนทิโกศลได้ทรงพบกับฉัตตปาณิอุบาสกอีกครั้งหนึ่ง จึงตรัสว่า “ท่านเป็นผู้คงแก่เรียน อยากจะขอให้ท่านมาสอนธรรมให้แก่พระราชเทวีทั้งสองพระองค์จะได้หรือไม่” ฉัตตปาณิอุบาสกได้ปฏิเสธที่จะมาเอง แต่ก็ได้ทูลแนะนำว่าควรที่พระเจ้าปเสนทิโกศลจะได้กราบทูลพระศาสดา เพื่อทรงมอบหมายพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมาถวายความรู้แด่พระราชเทวีทั้งสองพระองค์ ดังนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลจึงได้เสด็จไปทูลพระศาสดาเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพระศาสดาได้ทรงมอบหมายให้พระอานนนทเถระไปถวายความรู้ในพระราชวังแก่พระนางมัลลิกาและพระนางวาสภขัตติยาสองพระราชเทวี  หลังจากนั้นต่อมาพระศาสดาก็ได้ตรัสถามพระอานนท์เกี่ยวกับความก้าวหน้าในการศึกษาธรรมะของทั้งสองราชเทวี  พระอานนท์กราบทูลว่า พระนางมัลลิกาทรงสนพระทัยในการศึกษาเล่าเรียนธรรมะดีมาก แต่พระนางวาสภขัตติยาไม่สนพระทัยศึกษาเล่าเรียน เมื่อสดับคำกราบทูลนี้แล้วพระศาสดาตรัสว่า ธรรมะจะมีผลกับผู้ที่สนใจศึกษาเล่าเรียนด้วยความเคารพและนำสิ่งที่ศึกษาเล่าเรียนนั้นไปปฏิบัติเท่านั้น

จากนั้น พระศาสดาตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 51 และพระคาถาที่ 52 ว่า

ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ
วณฺณวนฺตํ อคนฺธกํ
เอวํ สุภาสิตํ วาจา
อผลา โหติ อกุพฺพโตฯ

วาจาสุภาษิต ไม่มีผล
แก่คนที่ประพฤติตามสุภาษิตนั้น
เหมือนดอกไม้งาม
มีสีสันสวย แต่ไร้กลิ่นฯ

ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ
วณฺณวนฺตํ สคนฺธกํ
เอวํ สุภาสิตํ วาจา
สผลา โหติ สุกุพฺพโตฯ

วาจาสุภาษิต มีผล
แก่คนที่ประพฤติตามสุภาษิตนั้น
เหมือนดอกไม้งาม
มีสีสันสวย และมีกลิ่นหอม.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง  ชนเป็นอันมาก  ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย  มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น  พระสัทธรรมเทศนา เป็นประโยชน์แก่มหาชน.