เรื่องพระเถระชื่อเอกวิหารี
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภพระเถระชื่อเอกวิหารี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า เอกาสนํ เป็นต้น
พระเอกวิหารีเถระ ไม่ชอบสุงสิงกับภิกษุองค์อื่นๆ ชอบอยู่องค์เดียว จนเป็นที่ปรากฏและกล่าวขวัญในหมู่พุทธบริษัท 4 ต่อมาภิกษุทั้งหลายกราบทูลวัตรปฏิบัติของพระเถระนี้แด่พระศาสดา พระศาสดาทรงประทานสาธุการว่า “สาธุ สาธุ” แล้วทรงสั่งสอนว่า “ธรรมดาภิกษุ พึงเป็นผู้สงัด”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
เอกาสนํ เอกเสยฺยํ
เอโก จรมตนฺทิโต
เอโก ทมยมตฺตานํ
วนนฺเต รมิโต สิยา ฯ
ภิกษุพึงเสพที่นั่งคนเดียว ที่นอนคนเดียว
พึงเป็นผู้เดียว ไม่เกียจคร้านเที่ยวไป
เป็นผู้เดียว ทรมานตน
เป็นผู้ยินดียิ่งในราวป่า.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ภิกษุเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดปัตติผลเป็นต้น ตั้งแต่นั้นมา มหาชน ปรารถนาการอยู่คนเดียว.
Showing posts with label ปกิณณกวรรค ที่ ๒๑. Show all posts
Showing posts with label ปกิณณกวรรค ที่ ๒๑. Show all posts
July 18, 2017

๘.เรื่องนางจูฬสุภัททา
เรื่องนางจูฬสุภัททา
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภธิดาของอถาถบิณฑิกเศรษฐี ชื่อจูฬสุภัททา ตรัสสพระธรรมเทศนานี้ว่า ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ เป็นต้น
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และอุคคเศรษฐีแห่งอุคคนคร เป็นสหายกัน และเคยไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักของอาจารย์คนเดียวกัน อุคคเศรษฐ๊มีบุตรชายในขณะที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีมีบุตรสาว เมื่อบุตรสาวและบตรชายของสองเศรษฐีเติบโตเป็นสาวเป็นหนุ่มกันแล้ว อุคคเศรษฐีก็ได้สู่ขอบุตรสาวของนาถบิณฑิกเศรษฐีมาแต่งงานกับบุตรชายของตน เมื่อจัดงานแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว บุตรสาวของอนาถบิณฑิกเศรษฐี คือ นางจูฬสุภัททา นี้จำต้องไปอยู่ที่บ้านของบิดามารดาของฝ่ายสามีในอุคคนคร อุคคเศรษฐีนับถือศาสนาของท่านนิครนถนาฏบุตรที่ จึงบางครั้งได้นิมนต์พวกอเจลกะ(ชีเปลือย) มาที่บ้าน และได้บังคับให้นางจูฬสุภัททาเข้าไปทำความเคารพแต่นางปฏิเสธ นางได้เรียนมารดาของสามีว่า นางนับถือพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกของพระองค์ และนางได้พรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าว่า
“ท่านมีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ ท่านเดินยืนเรียบร้อย มีจักษุทอดลง พูดพอประมาณ พวกสมณะของฉัน เป็นเช่นนั้น. กายกรรมของท่านสะอาด วจีกรรมไม่มัวหมอง มโนกรรมหมดจดดี พวกสมณะของฉัน เป็นเช่นนั้น. ท่านไม่มีมลทินมีรัศมีดุจสังข์และมุกดา บริสุทธิ์ทั้งภายใน ภายนอก เต็มแล้วด้วยธรรมอันหมดจดทั้งหลาย พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะลาภ และฟุบลงเพราะเสื่อมลาภ ท่านผู้ตั้งอยู่อย่างเดียวเพราะลาภและเสื่อมลาภ พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะยศและฟุบลงเพราะเสื่อมยศ ท่านผ็ตั้งอยู่อย่างเดียวเพราะยศและเสื่อมยศ พวกสมณะของฉัน เป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะสรรเสริญ และฟุบลงแม้เพราะนินทา ท่านผู้สม่ำเสมอในเพราะนินทาและสรรเสริญ พวกสมณะของฉัน เป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะสุข และฟุบลงแม้เพราะทุกข์ ท่านไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์ พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น”
เมื่อภรรยาของอุคคเศรษฐีได้ฟังคำพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าเช่นนั้นแล้ว ก็มีความกระตือรือร้นจะได้พบ นางยินยอมให้นางจูฬสุภัททาอาราธนาพระศาสดาและพระสงฆ์สาวกมาที่บ้านของนางได้ นางจูฬสุภัททาจึงได้ขึ้นไปยืนอยู่บนปราสาทชั้นบน หันหน้าตรงไปทางวัดพระเชตวัน ไหว้โดยเคารพด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว ระลึกถึงพระพุทธคุณทั้งหลาย ทำการบูชาด้วยของหอม เครื่องอบ ดอกไม้และธูป กล่าวอัญเชิญว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันเช้าในวันพรุ่งนี้ ด้วยสัญญาณของข้าพเจ้า ขอพระศาสดาจงทราบว่าเป็นผู้อันข้าพเจ้านิมนต์แล้ว” ว่าดังนี้แล้ว ก็โยนดอกมะลิ 8 กำ ไปในอากาศ
ดอกมะลิ 8 กำนั้นก็ได้ลอยผ่านอากาศไปที่วัดพระเชตวันและไปหยุดอยู่เบื้องบนพระศาสดา ขณะทรงแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท 4
เมื่อการแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บิดาของนางจูฬสุภัททา เข้าไปทูลอาราธนาพระศาสดา เพื่อเสด็จรับอาหารบิณฑบาตที่บ้านของท่านเศรษฐีในวันรุ่งขึ้น แต่พระศาสดาไม่ทรงรับคำอาราธนานั้น ด้วยตรัสว่า พระองค์ได้รับคำอาราธนาของนางจูฬสุภัททาไว้แล้ว
อนาถบิณฑิกเศรษฐีมีความแปลกใจในพระดำรัสของพระศาสดา จึงกราบทูลถามว่า “นางสุภัททา อยู่ในที่ไกลในที่สุดประมาณ 120 โยชน์ แต่ที่นี้มิใช่หรือ ? (จะมาอาราธนาพระองค์ได้อย่างไร)พระเจ้าข้า)”
พระศาสดาตรัสว่า “เป็นความจริง คฤหบดี! ก็สัตบุรุษทั้งหลาย แม้อยู่ในที่ไกล ย่อมปรากฏเหมือนยืนอยู่เฉพาะหน้า”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ
หิมวนฺโตว ปพพโต
อสนฺเตตฺถ น ทสฺสนฺติ
รตตึ ขิตฺตา ยถา สรา ฯ
สัตบุรุษย่อมปรากฏในที่ไกล
เหมือนภูเขาหิมพานต์
ส่วนอสัตบุรุษ ย่อมไม่ปรากฏในที่นี้
เหมือนลูกศรอันเขาซัด(ยิง)ไปในราตรี ฉะนั้น.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอรยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตตผลเป็นต้น.
พอในวันรุ่งขึ้น พระศาสดาก็ได้เสด็จไปที่บ้านของอุคคเศรษฐี บิดาของสามีของนางจูฬภัททา ในการเสด็จครั้งนี้พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ประทับในเรือนยอด 500 หลัง ที่วิสกรรมเทพบุตรเนรมิต ตามเทวบัญชาของท้าวสักกเทวราช ล่องลอยไปทางอากาศสู่จุดหมายปลายทาง เมื่อบิดามารดาของสามีของนางจูฬสุภัททาแลเห็นความตระการตาของขบวนเสด็จของพระศาสดา ก็เกิดเกิดความประทับใจและเข้าไปถวายบังคม และถวายภัตตาหารแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ติดต่อกันเป็นเวลาถึง 7 วัน
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภธิดาของอถาถบิณฑิกเศรษฐี ชื่อจูฬสุภัททา ตรัสสพระธรรมเทศนานี้ว่า ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ เป็นต้น
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และอุคคเศรษฐีแห่งอุคคนคร เป็นสหายกัน และเคยไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักของอาจารย์คนเดียวกัน อุคคเศรษฐ๊มีบุตรชายในขณะที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีมีบุตรสาว เมื่อบุตรสาวและบตรชายของสองเศรษฐีเติบโตเป็นสาวเป็นหนุ่มกันแล้ว อุคคเศรษฐีก็ได้สู่ขอบุตรสาวของนาถบิณฑิกเศรษฐีมาแต่งงานกับบุตรชายของตน เมื่อจัดงานแต่งงานกันเรียบร้อยแล้ว บุตรสาวของอนาถบิณฑิกเศรษฐี คือ นางจูฬสุภัททา นี้จำต้องไปอยู่ที่บ้านของบิดามารดาของฝ่ายสามีในอุคคนคร อุคคเศรษฐีนับถือศาสนาของท่านนิครนถนาฏบุตรที่ จึงบางครั้งได้นิมนต์พวกอเจลกะ(ชีเปลือย) มาที่บ้าน และได้บังคับให้นางจูฬสุภัททาเข้าไปทำความเคารพแต่นางปฏิเสธ นางได้เรียนมารดาของสามีว่า นางนับถือพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกของพระองค์ และนางได้พรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าว่า
“ท่านมีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ ท่านเดินยืนเรียบร้อย มีจักษุทอดลง พูดพอประมาณ พวกสมณะของฉัน เป็นเช่นนั้น. กายกรรมของท่านสะอาด วจีกรรมไม่มัวหมอง มโนกรรมหมดจดดี พวกสมณะของฉัน เป็นเช่นนั้น. ท่านไม่มีมลทินมีรัศมีดุจสังข์และมุกดา บริสุทธิ์ทั้งภายใน ภายนอก เต็มแล้วด้วยธรรมอันหมดจดทั้งหลาย พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะลาภ และฟุบลงเพราะเสื่อมลาภ ท่านผู้ตั้งอยู่อย่างเดียวเพราะลาภและเสื่อมลาภ พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะยศและฟุบลงเพราะเสื่อมยศ ท่านผ็ตั้งอยู่อย่างเดียวเพราะยศและเสื่อมยศ พวกสมณะของฉัน เป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะสรรเสริญ และฟุบลงแม้เพราะนินทา ท่านผู้สม่ำเสมอในเพราะนินทาและสรรเสริญ พวกสมณะของฉัน เป็นเช่นนั้น. โลกฟูขึ้นเพราะสุข และฟุบลงแม้เพราะทุกข์ ท่านไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์ พวกสมณะของฉันเป็นเช่นนั้น”
เมื่อภรรยาของอุคคเศรษฐีได้ฟังคำพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าเช่นนั้นแล้ว ก็มีความกระตือรือร้นจะได้พบ นางยินยอมให้นางจูฬสุภัททาอาราธนาพระศาสดาและพระสงฆ์สาวกมาที่บ้านของนางได้ นางจูฬสุภัททาจึงได้ขึ้นไปยืนอยู่บนปราสาทชั้นบน หันหน้าตรงไปทางวัดพระเชตวัน ไหว้โดยเคารพด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว ระลึกถึงพระพุทธคุณทั้งหลาย ทำการบูชาด้วยของหอม เครื่องอบ ดอกไม้และธูป กล่าวอัญเชิญว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันเช้าในวันพรุ่งนี้ ด้วยสัญญาณของข้าพเจ้า ขอพระศาสดาจงทราบว่าเป็นผู้อันข้าพเจ้านิมนต์แล้ว” ว่าดังนี้แล้ว ก็โยนดอกมะลิ 8 กำ ไปในอากาศ
ดอกมะลิ 8 กำนั้นก็ได้ลอยผ่านอากาศไปที่วัดพระเชตวันและไปหยุดอยู่เบื้องบนพระศาสดา ขณะทรงแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัท 4
เมื่อการแสดงพระธรรมเทศนาจบลง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี บิดาของนางจูฬสุภัททา เข้าไปทูลอาราธนาพระศาสดา เพื่อเสด็จรับอาหารบิณฑบาตที่บ้านของท่านเศรษฐีในวันรุ่งขึ้น แต่พระศาสดาไม่ทรงรับคำอาราธนานั้น ด้วยตรัสว่า พระองค์ได้รับคำอาราธนาของนางจูฬสุภัททาไว้แล้ว
อนาถบิณฑิกเศรษฐีมีความแปลกใจในพระดำรัสของพระศาสดา จึงกราบทูลถามว่า “นางสุภัททา อยู่ในที่ไกลในที่สุดประมาณ 120 โยชน์ แต่ที่นี้มิใช่หรือ ? (จะมาอาราธนาพระองค์ได้อย่างไร)พระเจ้าข้า)”
พระศาสดาตรัสว่า “เป็นความจริง คฤหบดี! ก็สัตบุรุษทั้งหลาย แม้อยู่ในที่ไกล ย่อมปรากฏเหมือนยืนอยู่เฉพาะหน้า”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ
หิมวนฺโตว ปพพโต
อสนฺเตตฺถ น ทสฺสนฺติ
รตตึ ขิตฺตา ยถา สรา ฯ
สัตบุรุษย่อมปรากฏในที่ไกล
เหมือนภูเขาหิมพานต์
ส่วนอสัตบุรุษ ย่อมไม่ปรากฏในที่นี้
เหมือนลูกศรอันเขาซัด(ยิง)ไปในราตรี ฉะนั้น.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอรยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตตผลเป็นต้น.
พอในวันรุ่งขึ้น พระศาสดาก็ได้เสด็จไปที่บ้านของอุคคเศรษฐี บิดาของสามีของนางจูฬภัททา ในการเสด็จครั้งนี้พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ประทับในเรือนยอด 500 หลัง ที่วิสกรรมเทพบุตรเนรมิต ตามเทวบัญชาของท้าวสักกเทวราช ล่องลอยไปทางอากาศสู่จุดหมายปลายทาง เมื่อบิดามารดาของสามีของนางจูฬสุภัททาแลเห็นความตระการตาของขบวนเสด็จของพระศาสดา ก็เกิดเกิดความประทับใจและเข้าไปถวายบังคม และถวายภัตตาหารแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ติดต่อกันเป็นเวลาถึง 7 วัน

๗.เรื่องจิตตคฤหบดี
เรื่องจิตตคฤหบดี
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภจิตตคฤหบดี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า สทฺโธ สีเลน สมปนฺโน เป็นต้น
จิตตคฤหบดี ภายหลังจากฟังธรรมของพระสารีบุตรเถระแล้ว ก็ได้บรรลุอนาคามิผล วันหนึ่ง จิตคฤหบดี บรรทุกอาหารและสิ่งของอื่นๆลงในเกวียนจำนวน 500 เล่ม เพื่อนำไปถวายพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ที่วัดพระเชตวัน เมื่อเดินทางมาด้วยความเร็ววันละ 1 โยชน์ก็ได้มาถึงกรุงสาวัตถีภายใน 1 เดือน จากนั้นจิตตคฤหบดีพร้อมด้วยบริวารก็เดินทางต่อไปที่วัดพระเชตวัน ขณะที่จิตตคฤหบดีและบริวารกำลังเข้าไปถวายบังคมพระศาสดาอยู่นั้น ก็ได้มีดอกไม้หลากสีตกลงมาจากท้องฟ้าเหมือนห่าฝน จิตตคฤหบีได้พำนักอยู่ในวัดพระเชตวันเป็นเวลา 1 เดือน และได้ถวายภัตตาหารแก่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ ตลอดจนให้การเลี้ยงดูแก่บริวารจำนวน 3000 คน และตลอดเวลานั้น เทวดาทั้งหลายก็ได้นำอาหารและสิ่งของอื่นๆมาใส่ลงในเกวียนจนเต็มอยู่เสมอ
เมื่อถึงวันเดินทางกลับ จิตตคฤหบดีได้ขนสิ่งของทั้งหมดในเกวียนทุกเล่มเข้าไปเก็บไว้ในห้องๆหนึ่งในวัดพระเชตวัน เพื่อถวายแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ พวกเทวดาก็ได้นำสิ่งที่มีค่าต่างๆมาบรรจุลงจนเต็มเกวียนทุกเล่มที่ว่างเปล่านั้น พระอานนทเถระเห็นความร่ำรวยและลาภสักการะของจิตตคฤหบดีมีแต่จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จึงทูลถามพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สักการะนี้เกิดขึ้นแก่คฤหบดีนั่น แม้ผู้มาสู่สำนักของพระองค์เท่านั้นหรือ ? หรือแม้ว่าไปในที่อื่นก็เกิดขึ้นเหมือนกัน ?”
พระศาสดาตรัสว่า “อานนท์ เมื่อจิตตคฤหบดี นั้น มาสู่สำนักของเราก็ดี ไปในที่อื่นก็ดี สักการะย่อมเกิดขึ้นทั้งนั้น เพราะอุบาสกนี้ เป็นผู้มีศรัทธา เลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยศีล อุบาสกผู้เห็นปานนี้ ย่อมไปประเทศใดๆ ลาภสักการะย่อมเกิดแก่เขาในประเทศนั้นๆทีเดียว”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
สทโธ สีเลน สมปนฺโน
ยโสโภคสมปปิโต
ยํ ยํ ปเทสํ ภชติ
ตตฺถ ตตฺเถว ปูชิโต ฯ
ผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล
เพียบพร้อมด้วยยศ และโภคะ
จะไปประเทศใดๆ
ย่อมเป็นผู้อันเขาบูชาแล้ว
ในประเทศนั้นๆทีเดียว.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดปัตติผลเป็นต้น.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน ทรงปรารภจิตตคฤหบดี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า สทฺโธ สีเลน สมปนฺโน เป็นต้น
จิตตคฤหบดี ภายหลังจากฟังธรรมของพระสารีบุตรเถระแล้ว ก็ได้บรรลุอนาคามิผล วันหนึ่ง จิตคฤหบดี บรรทุกอาหารและสิ่งของอื่นๆลงในเกวียนจำนวน 500 เล่ม เพื่อนำไปถวายพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ที่วัดพระเชตวัน เมื่อเดินทางมาด้วยความเร็ววันละ 1 โยชน์ก็ได้มาถึงกรุงสาวัตถีภายใน 1 เดือน จากนั้นจิตตคฤหบดีพร้อมด้วยบริวารก็เดินทางต่อไปที่วัดพระเชตวัน ขณะที่จิตตคฤหบดีและบริวารกำลังเข้าไปถวายบังคมพระศาสดาอยู่นั้น ก็ได้มีดอกไม้หลากสีตกลงมาจากท้องฟ้าเหมือนห่าฝน จิตตคฤหบีได้พำนักอยู่ในวัดพระเชตวันเป็นเวลา 1 เดือน และได้ถวายภัตตาหารแก่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ ตลอดจนให้การเลี้ยงดูแก่บริวารจำนวน 3000 คน และตลอดเวลานั้น เทวดาทั้งหลายก็ได้นำอาหารและสิ่งของอื่นๆมาใส่ลงในเกวียนจนเต็มอยู่เสมอ
เมื่อถึงวันเดินทางกลับ จิตตคฤหบดีได้ขนสิ่งของทั้งหมดในเกวียนทุกเล่มเข้าไปเก็บไว้ในห้องๆหนึ่งในวัดพระเชตวัน เพื่อถวายแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ พวกเทวดาก็ได้นำสิ่งที่มีค่าต่างๆมาบรรจุลงจนเต็มเกวียนทุกเล่มที่ว่างเปล่านั้น พระอานนทเถระเห็นความร่ำรวยและลาภสักการะของจิตตคฤหบดีมีแต่จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จึงทูลถามพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สักการะนี้เกิดขึ้นแก่คฤหบดีนั่น แม้ผู้มาสู่สำนักของพระองค์เท่านั้นหรือ ? หรือแม้ว่าไปในที่อื่นก็เกิดขึ้นเหมือนกัน ?”
พระศาสดาตรัสว่า “อานนท์ เมื่อจิตตคฤหบดี นั้น มาสู่สำนักของเราก็ดี ไปในที่อื่นก็ดี สักการะย่อมเกิดขึ้นทั้งนั้น เพราะอุบาสกนี้ เป็นผู้มีศรัทธา เลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยศีล อุบาสกผู้เห็นปานนี้ ย่อมไปประเทศใดๆ ลาภสักการะย่อมเกิดแก่เขาในประเทศนั้นๆทีเดียว”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
สทโธ สีเลน สมปนฺโน
ยโสโภคสมปปิโต
ยํ ยํ ปเทสํ ภชติ
ตตฺถ ตตฺเถว ปูชิโต ฯ
ผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล
เพียบพร้อมด้วยยศ และโภคะ
จะไปประเทศใดๆ
ย่อมเป็นผู้อันเขาบูชาแล้ว
ในประเทศนั้นๆทีเดียว.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดปัตติผลเป็นต้น.

๖.เรื่องภิกษุวัชชีบุตร
เรื่องภิกษุวัชชีบุตร
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยกรุงไพศาลี ประทับอยู่ในป่ามหาวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เป็นโอรสของเจ้าวัชชีรูปหนึ่ง ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวหมายเอาว่า
ภิกษุผู้เป็นโอรสของเจ้าวัชชีรูปหนึ่ง อยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง ใกล้เมืองไพศาลี ในสมัยนั้น ในกรุงไพศาลี มีการเล่นมหรสพเฉลิมฉลองเทศกาลตลอดคืนยังรุ่ง ครั้งนั้น ภิกษุนั้น ได้ยินเสียงกึกก้องของดนตรีที่เขาตีและประโคม จึงคร่ำครวญอยู่ว่า “พวกเราผู้เดียว ย่อมอยู่ในป่า เหมือนไม้ที่เขาทิ้งแล้วในป่า ในราตรีเช่นนี้ บัดนี้ ใครเล่า? ที่เลวกว่าพวกเรา”
เทวดาผู้สิงอยู่ในป่าแห่งนั้น ได้ยินคำรำพึงรำพันของภิกษุรูปนั้นแล้ว กล่าวว่า “ท่านผู้เดียว อยู่ในป่า เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า ชนเป็นอันมากย่อมอิจฉาท่านนั้น ราวกะว่าพวกสัตว์นรก อิจฉาชนทั้งหลายผู้ไปสู่สวรรค์ ฉะนั้น”
เทวดานั้น มีความต้องการจะให้ภิกษุนั้นเกิดความสังเวชใจ อยากอยู่ในเพศบรรพชิตต่อไป ในวันรุ่งขึ้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ พระศาสดา มีพระประสงค์จะตรัสบอก ถึงความยกลำบากของการเป็นฆราวาส และคุณความดีของการมีเพศเป็นพรรพชิต จึงตรัสพระธรรมบท สองพระคาถานี้ว่า
ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมํ
ทุราวาสา ฆรา ทุกขา
ทุกฺโข สมานสํวาโส
ทุกขานุปติตทฺธคู
ตสฺมา น จทฺธคู สิยา
น จ ทุกฺขานุปติโต สิยา.
การบวชก็ยาก
การยินดีในการบวชก็ยาก
เรือนที่ปกครองไม่ดี ให้เกิดทุกข์
การอยู่ร่วมกับผู้เสมอกันเป็นทุกข์
ผู้เดินทางไกล ผู้ถูกทุกข์ติดตาม
เพราะฉะนั้น ไม่พึงเป็นผู้เดินทางไกล
และพึงเป็นผู้อันทุกข์ตดตาม.
เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุนั้นเบื่อหน่ายในทุกข์ที่พระองค์ตรัสในฐานะ 5 แล้ว ทำลายสังโยชน์ อันเป็นเบื้องต่ำ 5 อันเป็นส่วนเบื้องสูง 5 บรรลุอรหัตตผลแล้ว.
พระศาสดา เมื่อทรงอาศัยกรุงไพศาลี ประทับอยู่ในป่ามหาวัน ทรงปรารภภิกษุผู้เป็นโอรสของเจ้าวัชชีรูปหนึ่ง ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวหมายเอาว่า
ภิกษุผู้เป็นโอรสของเจ้าวัชชีรูปหนึ่ง อยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง ใกล้เมืองไพศาลี ในสมัยนั้น ในกรุงไพศาลี มีการเล่นมหรสพเฉลิมฉลองเทศกาลตลอดคืนยังรุ่ง ครั้งนั้น ภิกษุนั้น ได้ยินเสียงกึกก้องของดนตรีที่เขาตีและประโคม จึงคร่ำครวญอยู่ว่า “พวกเราผู้เดียว ย่อมอยู่ในป่า เหมือนไม้ที่เขาทิ้งแล้วในป่า ในราตรีเช่นนี้ บัดนี้ ใครเล่า? ที่เลวกว่าพวกเรา”
เทวดาผู้สิงอยู่ในป่าแห่งนั้น ได้ยินคำรำพึงรำพันของภิกษุรูปนั้นแล้ว กล่าวว่า “ท่านผู้เดียว อยู่ในป่า เหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า ชนเป็นอันมากย่อมอิจฉาท่านนั้น ราวกะว่าพวกสัตว์นรก อิจฉาชนทั้งหลายผู้ไปสู่สวรรค์ ฉะนั้น”
เทวดานั้น มีความต้องการจะให้ภิกษุนั้นเกิดความสังเวชใจ อยากอยู่ในเพศบรรพชิตต่อไป ในวันรุ่งขึ้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ พระศาสดา มีพระประสงค์จะตรัสบอก ถึงความยกลำบากของการเป็นฆราวาส และคุณความดีของการมีเพศเป็นพรรพชิต จึงตรัสพระธรรมบท สองพระคาถานี้ว่า
ทุปฺปพฺพชฺชํ ทุรภิรมํ
ทุราวาสา ฆรา ทุกขา
ทุกฺโข สมานสํวาโส
ทุกขานุปติตทฺธคู
ตสฺมา น จทฺธคู สิยา
น จ ทุกฺขานุปติโต สิยา.
การบวชก็ยาก
การยินดีในการบวชก็ยาก
เรือนที่ปกครองไม่ดี ให้เกิดทุกข์
การอยู่ร่วมกับผู้เสมอกันเป็นทุกข์
ผู้เดินทางไกล ผู้ถูกทุกข์ติดตาม
เพราะฉะนั้น ไม่พึงเป็นผู้เดินทางไกล
และพึงเป็นผู้อันทุกข์ตดตาม.
เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุนั้นเบื่อหน่ายในทุกข์ที่พระองค์ตรัสในฐานะ 5 แล้ว ทำลายสังโยชน์ อันเป็นเบื้องต่ำ 5 อันเป็นส่วนเบื้องสูง 5 บรรลุอรหัตตผลแล้ว.

๕.เรื่องนายทารุสากฏิกะ
เรื่องนายทารุสากฏิกะ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุตรของนายทารุสากฏิกะ(คนขับเกวียนบรรทุกไม้) ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า สุปฺปพุทฺธํ เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ชายผู้หนึ่งขับเกวียนเข้าไปตัดไม้ในป่าพร้อมด้วยบุตร เมื่อเดินทางจะกลับมาบ้านในตอนเย็น ได้หยุดพักเกวียนที่เต็มไปด้วยไม้ต่างๆ ไว้ที่ใกล้ป่าช้า เพื่อจะได้รับประทานอาหารเย็น พวกเขาปลดโคออกจากแอกเกวียน ปล่อยให้มันและเล็มหญ้าอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้น แต่โคสองตัวนั้นได้หายไป ผู้เป็นบิดาจึงออกเที่ยวตามหาไปตามที่ต่างๆ กว่าจะพบก็ตกเย็น ประตูเมืองปิด เข้าไปในตัวเมืองไม่ได้ จึงต้องปล่อยบุตรชายให้ต้องนอนอยู่ที่ใต้เกวียนแต่ลำพัง
บุตรชายของคนขับเกวียนนั้น แม้ว่าจะยังเป็นเด็กอยู่ แต่เป็นเด็กสัมมาทิฏฐิ ระลึกถึงพุทธานุสสติเสมอ ในคืนนั้น มีอมนุษย์ 2 ตนมาจะทำร้ายบุตรของชายขับเกวียนนั้น โดยอมนุษย์ตนหนึ่งได้เข้ามาดึงที่ขาของเด็กนั้น เด็กนั้นได้ร้องขึ้นมาว่า “นโม พุทฺธสฺส” (แปลว่า ขอความนอบน้อม จงมีแด่พระพุทธเจ้า) เพราะเคยอุทานคำประโยคนี้อยู่เป็นประจำ เมื่อได้ยินคำประโยคนี้ออกจากปากของเด็ก พวกอมนุษย์ก็ตกใจ และมีความรู้สึกว่าไม่ควรจะทำร้ายเด็กนี้ แต่ควรจะช่วยปกปักรักษา อมนุษย์ตนหนึ่งจึงได้เข้าไปอยู่ใกล้ๆและช่วยระแวดระวังภัยให้เด็กนั้น ส่วนมนุษย์อีกตนหนึ่งก็ได้ไปที่พระราชวังของพระเจ้าพิมพิสารและได้นำถาดทองบรรจุพระกระยาหารของพระราชามาให้เด็กนั้นรับประทาน โดยอมนุษย์ทั้งสองตนนั้นได้จำแลงกายเป็นบิดามารดามาคอยดูแลในขณะที่เด็กนั้นรับประทานอาหาร เมื่อเด็กรับประทานอาหารอิ่มแล้ว อมนุษย์ได้จารึกข้อความบรรยายเรื่องต่างๆลงที่ถาดทองนั้นทิ้งไว้ และให้อ่านออกได้เฉพาะพระราชาเท่านั้น
เมื่อถึงรุ่งเช้า พวกราชบุรุษพบว่าถาดทองใส่พระกระยาหารของพระราชาหายไป ก็ตื่นตระหนกและพากันตามหา ทั้งในเมืองและนอกเมือง และก็ได้ไปพบถาดทองนั้นอยู่บนเกวียนบรรทุกฟืน จึงจับเด็กคนนั้นไปถวายพระราชา พระราชาทรงสอบถาม เด็กนั้นได้กราบทูลว่า เขาเห็นบิดามารดานำถาดอาหารนี้มาให้เขารับประทานในตอนกลางคืน แล้วเขาก็นอนหลับสนิทโดยปราศจากสิ่งอื่นใดมารบกวน พระราชาได้รับสั่งให้ไปตามหาบิดามารดาของเด็กนั้นจนพบและถูกนำตัวมาเฝ้าพระราชา จากนั้น พระราชาจึงทรงนำคนทั้งสามเข้าเฝ้าพระศาสดา ซึ่งพอถึงตอนนี้พระราชาได้ทรงทราบจากเด็กแล้วว่า เขาเป็นผู้ระลึกถึงพุทธานุสสติและได้เปล่งอุทานว่า “นโม ตสฺส”ในตอนที่มีอมนุษย์มาดึงที่ขาในคืนนั้น
พระราชากราบทูลถามพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พุทธานุสสติ อย่างเดียวเท่านั้นหรือที่สามารถปกป้องคุ้มครองอันตรายได้ ? หรือว่า ธัมมานุสสติ ก็มีอานุภาพในการปกป้องคุ้มครองอันตรายได้เหมือนกัน ?” พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร มิใช่จะมีแต่พุทธานุสสติเท่านั้น ที่จักสามารถปกป้องคุ้มครองภยันตรายได้
แต่ทว่ายังมีสิ่งอื่นอีก 6 อย่างที่สามารถปกป้องภยันตรายได้อีกเหมือนกัน”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท หกพระถาเหล่านี้ว่า
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
นิจฺจํ พุทฺธคตา สติฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
นิจฺจํ ธมฺมคตา สติฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
นิจฺจํ สงฺฆคตา สติฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
นิจฺจํ กายคตา สติฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
อหึสาย รโต มโนฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
ภาวนาย รโต มโนฯ
สติของชนเหล่าใด
ไปแล้วในพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
สติของชนเหล่าใด
ไปแล้วในพระธรรมเป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
สติของชนเหล่าใด
ไปแล้วในพระสงฆ์เป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
สติของชนเหล่าใด
ไปแล้วในกายเป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
ใจของชนเหล่าใด
ยินดีแล้วในอันไม่เบียดเบียน
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
ใจของชนเหล่าใด
ยินดีแล้วในภาวนา
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ทารกนั้น บรรลุโสดาปัตติผล พร้อมด้วยมารดาและบิดาแล้ว ต่อมา ชนแม้ทั้งหมด บวชแล้วบรรลุอรหัตตผล พระธรรมเทศนา มีประโยชน์ แม้แก่ชนผู้มาประชุมกัน.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุตรของนายทารุสากฏิกะ(คนขับเกวียนบรรทุกไม้) ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า สุปฺปพุทฺธํ เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ชายผู้หนึ่งขับเกวียนเข้าไปตัดไม้ในป่าพร้อมด้วยบุตร เมื่อเดินทางจะกลับมาบ้านในตอนเย็น ได้หยุดพักเกวียนที่เต็มไปด้วยไม้ต่างๆ ไว้ที่ใกล้ป่าช้า เพื่อจะได้รับประทานอาหารเย็น พวกเขาปลดโคออกจากแอกเกวียน ปล่อยให้มันและเล็มหญ้าอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้น แต่โคสองตัวนั้นได้หายไป ผู้เป็นบิดาจึงออกเที่ยวตามหาไปตามที่ต่างๆ กว่าจะพบก็ตกเย็น ประตูเมืองปิด เข้าไปในตัวเมืองไม่ได้ จึงต้องปล่อยบุตรชายให้ต้องนอนอยู่ที่ใต้เกวียนแต่ลำพัง
บุตรชายของคนขับเกวียนนั้น แม้ว่าจะยังเป็นเด็กอยู่ แต่เป็นเด็กสัมมาทิฏฐิ ระลึกถึงพุทธานุสสติเสมอ ในคืนนั้น มีอมนุษย์ 2 ตนมาจะทำร้ายบุตรของชายขับเกวียนนั้น โดยอมนุษย์ตนหนึ่งได้เข้ามาดึงที่ขาของเด็กนั้น เด็กนั้นได้ร้องขึ้นมาว่า “นโม พุทฺธสฺส” (แปลว่า ขอความนอบน้อม จงมีแด่พระพุทธเจ้า) เพราะเคยอุทานคำประโยคนี้อยู่เป็นประจำ เมื่อได้ยินคำประโยคนี้ออกจากปากของเด็ก พวกอมนุษย์ก็ตกใจ และมีความรู้สึกว่าไม่ควรจะทำร้ายเด็กนี้ แต่ควรจะช่วยปกปักรักษา อมนุษย์ตนหนึ่งจึงได้เข้าไปอยู่ใกล้ๆและช่วยระแวดระวังภัยให้เด็กนั้น ส่วนมนุษย์อีกตนหนึ่งก็ได้ไปที่พระราชวังของพระเจ้าพิมพิสารและได้นำถาดทองบรรจุพระกระยาหารของพระราชามาให้เด็กนั้นรับประทาน โดยอมนุษย์ทั้งสองตนนั้นได้จำแลงกายเป็นบิดามารดามาคอยดูแลในขณะที่เด็กนั้นรับประทานอาหาร เมื่อเด็กรับประทานอาหารอิ่มแล้ว อมนุษย์ได้จารึกข้อความบรรยายเรื่องต่างๆลงที่ถาดทองนั้นทิ้งไว้ และให้อ่านออกได้เฉพาะพระราชาเท่านั้น
เมื่อถึงรุ่งเช้า พวกราชบุรุษพบว่าถาดทองใส่พระกระยาหารของพระราชาหายไป ก็ตื่นตระหนกและพากันตามหา ทั้งในเมืองและนอกเมือง และก็ได้ไปพบถาดทองนั้นอยู่บนเกวียนบรรทุกฟืน จึงจับเด็กคนนั้นไปถวายพระราชา พระราชาทรงสอบถาม เด็กนั้นได้กราบทูลว่า เขาเห็นบิดามารดานำถาดอาหารนี้มาให้เขารับประทานในตอนกลางคืน แล้วเขาก็นอนหลับสนิทโดยปราศจากสิ่งอื่นใดมารบกวน พระราชาได้รับสั่งให้ไปตามหาบิดามารดาของเด็กนั้นจนพบและถูกนำตัวมาเฝ้าพระราชา จากนั้น พระราชาจึงทรงนำคนทั้งสามเข้าเฝ้าพระศาสดา ซึ่งพอถึงตอนนี้พระราชาได้ทรงทราบจากเด็กแล้วว่า เขาเป็นผู้ระลึกถึงพุทธานุสสติและได้เปล่งอุทานว่า “นโม ตสฺส”ในตอนที่มีอมนุษย์มาดึงที่ขาในคืนนั้น
พระราชากราบทูลถามพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พุทธานุสสติ อย่างเดียวเท่านั้นหรือที่สามารถปกป้องคุ้มครองอันตรายได้ ? หรือว่า ธัมมานุสสติ ก็มีอานุภาพในการปกป้องคุ้มครองอันตรายได้เหมือนกัน ?” พระศาสดาตรัสว่า “มหาบพิตร มิใช่จะมีแต่พุทธานุสสติเท่านั้น ที่จักสามารถปกป้องคุ้มครองภยันตรายได้
แต่ทว่ายังมีสิ่งอื่นอีก 6 อย่างที่สามารถปกป้องภยันตรายได้อีกเหมือนกัน”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท หกพระถาเหล่านี้ว่า
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
นิจฺจํ พุทฺธคตา สติฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
นิจฺจํ ธมฺมคตา สติฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
นิจฺจํ สงฺฆคตา สติฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
นิจฺจํ กายคตา สติฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
อหึสาย รโต มโนฯ
สุปฺปพุทธํ ปพุชฺฌนฺติ
สทา โคตมสาวกา
เยสํ ทวา จ รตฺโต จ
ภาวนาย รโต มโนฯ
สติของชนเหล่าใด
ไปแล้วในพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
สติของชนเหล่าใด
ไปแล้วในพระธรรมเป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
สติของชนเหล่าใด
ไปแล้วในพระสงฆ์เป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
สติของชนเหล่าใด
ไปแล้วในกายเป็นนิตย์
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
ใจของชนเหล่าใด
ยินดีแล้วในอันไม่เบียดเบียน
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้น เป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
ใจของชนเหล่าใด
ยินดีแล้วในภาวนา
ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน
ชนเหล่านั้นเป็นสาวกของพระโคดม
ตื่นอยู่ด้วยดี ในกาลทุกเมื่อ.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ทารกนั้น บรรลุโสดาปัตติผล พร้อมด้วยมารดาและบิดาแล้ว ต่อมา ชนแม้ทั้งหมด บวชแล้วบรรลุอรหัตตผล พระธรรมเทศนา มีประโยชน์ แม้แก่ชนผู้มาประชุมกัน.

๔.เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ
เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระลกุณฏกภัททิยเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า มาตรํ ปิตรํ หนฺตวา เป็นต้น
วันหนึ่ง ภิกษุอาคันตุกะหลายรูปด้วยกัน เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ซึ่งประทับนั่ง ณ ที่ประทับกลางวัน ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ขณะนั้น พระลกุณฏกภัททิยเถระเดินผ่านไปในที่ไม่ไกลจากพระศาสดา
พระศาสดา ทรงทราบวารจิต(คือความคิด) ของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นหรือไม่ ?
ภิกษุนี้ฆ่ามารดาบิดาแล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไปอยู่ ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้นมองดูหน้ากันและกัน เกิดความสงสัยว่า “พระศาสดา ตรัสอะไรอย่างนี้ ?”
พระศาสดาทรงทราบวารจิต จึงตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา
ราชาโน เทฺว จ ขตฺติเย
รฏฺฐํ สานุจรํ หนฺตฺวา
อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ ฯ
มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา
ราชาโน เทฺว จ โสตฺถิเย
เวยยคฺฆปญฺจมํ หนฺตฺวา
อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ ฯ
บุคคลฆ่ามารดาบิดา
ฆ่าพระราชาผู้กษัตริย์ 2 พระองค์
และฆ่าแว่นแคว้นพร้อมด้วยเจ้าพนักงาน
เก็บส่วยแล้ว เป็นพราหมณ์
ไม่มีทุกข์ ไปอยู่.
บุคคลฆ่ามารดาบิดา
ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์ทั้ง 2 ได้แล้ว
และฆ่าหมวด 4 แห่งนิวรณ์มิวิจิกิจฉานิวรณ์
เช่นกับหนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปที่ 5
แล้ว เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์ ไปอยู่.
หมายเหตุ ในพระธรรมบท สองพระคาถานี้ พระศาสดาหมายถึงอริยบุคคลผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ซึ่งได้กำจัด ตัณหา อัสมิมานะ ทิฏฐิ อายตนะ 12 ที่ตรัสเช่นนั้นเป็นการใช้คำเชิงเปรียบเทียบ คำว่า “มารดา” และ “บิดา” ทรงใช้หมายถึง ตัณหา และอัสมิมานะ ตามลำดับ ส่วนสัสสสทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐินั้น ทรงเปรียบว่าเหมือนกษัตริย์ 2 พระองค์ ความกำหนัดด้วยความยินดี ซึ่งอาศัยอายตนะ 12 นั้น เป็นดุจคนเก็บส่วย ส่วนอายตนะภายใน 6 และอายนตะภายนอก 6 รวมเป็นอายตนะ 12 นั้น เปรียบกับ แว่นแคว้น เพราะมีความกว้างขวาง
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ภิกษุเหล่านั้น บรรลุอรหัตตผลแล้ว.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระลกุณฏกภัททิยเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า มาตรํ ปิตรํ หนฺตวา เป็นต้น
วันหนึ่ง ภิกษุอาคันตุกะหลายรูปด้วยกัน เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ซึ่งประทับนั่ง ณ ที่ประทับกลางวัน ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ขณะนั้น พระลกุณฏกภัททิยเถระเดินผ่านไปในที่ไม่ไกลจากพระศาสดา
พระศาสดา ทรงทราบวารจิต(คือความคิด) ของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นหรือไม่ ?
ภิกษุนี้ฆ่ามารดาบิดาแล้ว เป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไปอยู่ ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้นมองดูหน้ากันและกัน เกิดความสงสัยว่า “พระศาสดา ตรัสอะไรอย่างนี้ ?”
พระศาสดาทรงทราบวารจิต จึงตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา
ราชาโน เทฺว จ ขตฺติเย
รฏฺฐํ สานุจรํ หนฺตฺวา
อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ ฯ
มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา
ราชาโน เทฺว จ โสตฺถิเย
เวยยคฺฆปญฺจมํ หนฺตฺวา
อนีโฆ ยาติ พฺราหฺมโณ ฯ
บุคคลฆ่ามารดาบิดา
ฆ่าพระราชาผู้กษัตริย์ 2 พระองค์
และฆ่าแว่นแคว้นพร้อมด้วยเจ้าพนักงาน
เก็บส่วยแล้ว เป็นพราหมณ์
ไม่มีทุกข์ ไปอยู่.
บุคคลฆ่ามารดาบิดา
ฆ่าพระราชาผู้เป็นพราหมณ์ทั้ง 2 ได้แล้ว
และฆ่าหมวด 4 แห่งนิวรณ์มิวิจิกิจฉานิวรณ์
เช่นกับหนทางที่เสือโคร่งเที่ยวไปที่ 5
แล้ว เป็นพราหมณ์ ไม่มีทุกข์ ไปอยู่.
หมายเหตุ ในพระธรรมบท สองพระคาถานี้ พระศาสดาหมายถึงอริยบุคคลผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ซึ่งได้กำจัด ตัณหา อัสมิมานะ ทิฏฐิ อายตนะ 12 ที่ตรัสเช่นนั้นเป็นการใช้คำเชิงเปรียบเทียบ คำว่า “มารดา” และ “บิดา” ทรงใช้หมายถึง ตัณหา และอัสมิมานะ ตามลำดับ ส่วนสัสสสทิฏฐิ และ อุจเฉททิฏฐินั้น ทรงเปรียบว่าเหมือนกษัตริย์ 2 พระองค์ ความกำหนัดด้วยความยินดี ซึ่งอาศัยอายตนะ 12 นั้น เป็นดุจคนเก็บส่วย ส่วนอายตนะภายใน 6 และอายนตะภายนอก 6 รวมเป็นอายตนะ 12 นั้น เปรียบกับ แว่นแคว้น เพราะมีความกว้างขวาง
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ภิกษุเหล่านั้น บรรลุอรหัตตผลแล้ว.
Subscribe to:
Posts (Atom)
