เรื่องอังกุรเทพบุตร
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่บนแท่นบัณฑุกัมพลศิลา ทรงปรารภอังกุรเทพบุตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ติณโทสานิ เขตฺตานิ เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง พระศาสดาเสด็จขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงพระอภิธรรมโปรดสันดุสิตเทวดา ซึ่งเป็นอดีตพุทธมารดา ในระหว่างนั้น มีเทวดาองค์หนึ่งนามว่าอินทกเทพบุตร อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเมื่อครั้งอยู่ในโลกมนุษย์ เทพองค์นี้ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระอนุรุทธเถระเพียงทัพพีเดียว ซึ่งเป็นอาหารที่คนนำมาจะให้ตนรับประทาน เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว เขาได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีเทวสมบัติที่ยิ่งใหญ่ ในขณะเดียวกันนั้น มีเทพอีกองค์หนึ่งนามว่า อังกุรเทพบุตร อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อีกเหมือนกัน ซึ่งเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้ถวายทานเป็นจำนวนมากและในหลายโอกาส กว่าอินทกเทพบุตร แต่ปรากฏว่า เทวสมบัติของอังกุรเทพบุตรมีความยิ่งใหญ่น้อยกว่าของอินทกเทพบุตร ดังนั้น เมื่อพระศาสดาเสด็จสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อังกุรเทพบุตรจึงได้ทูลถามข้อแตกต่างระหว่างทานของตนกับของอินทกเทพบุตร พระศาสดาตรัสว่า “อังกุระ ชื่อว่าการเลือกให้ทาน ย่อมควร ทานของอินทกะนั้น เป็นของมีผลมาก ดังพืชที่หว่านดีแล้วในนาดี อย่างนี้ แต่ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ทานของท่านจึงไม่มีผลมาก”
พระศาสดาตรัสด้วยว่า “บุคคลควรเลือกให้ทาน ในเขตที่ตนให้แล้วจะมีผลมาก เพราะการเลือกให้ พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว ทานที่ให้ในท่านผู้เป็นทักขิไณยบุคคลในชีวโลกนี้ เป็นของมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านในนาดี ฉะนั้น”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท สี่พระคาถานี้ว่า
ติณโทสานิ เขตฺตานิ
ราคโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีตราเคสุ
ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
ติณโทสานิ เขตฺตานิ
โทสโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ
ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
ติณโทสานิ เขตฺตานิ
โมหโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ
ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
ติณโทสานิ เขตฺตานิ
อิจฉาโทสา อยํ ปชา
ตสฺมา หิ วีคติจฺเฉสุ
ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ
หมู่สัตว์นี้ก็มีราคะเป็นโทษ
ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากราคะ
จึงเป็นของมีผลมาก.
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ
หมู่สัตว์นี้ก็มีโทสะเป็นโทษ
ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากโทสะ
จึงเป็นของมีผลมาก.
นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษ
หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ
ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากโมหะ
จึงเป็นของมีผลมาก.
นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ
หมู่สัตว์นี้ก็มีความอยากเป็นโทษ
ฉะนั้นแล ทานที่ให้ในท่านผู้ปราศจากความอยาก
จึงเป็นของมีผลมาก.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง อังกุรเทพบุตร และอินทกเทพบุตร บรรลุโสดาปัตติผล พระธรรมเทศนา มีประโยชน์ แม้แก่เหล่าเทพบุตรผู้มาประชุมกัน.
Showing posts with label ตัณหาวรรค ที่ ๒๔. Show all posts
Showing posts with label ตัณหาวรรค ที่ ๒๔. Show all posts
July 19, 2017

๑๑.เรื่องเศรษฐีผู้ไม่มีบุตร
เรื่องเศรษฐีผู้ไม่มีบุตร
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีผู้ชื่อว่าอปุตตกะ ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จไปเฝ้าศาสดา และได้กราบทูลว่า ที่พระองค์เสด็จมาช้านั้น ก็เพราะเมื่อเช้านี้ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี เป็นผู้ไม่มีบุตร ได้เสียชีวิต หาทายาทมิได้ ท้าวเธอจึงได้รับสั่งให้ขนทรัพย์สมบัติไปเก็บไว้ในราชสำนัก จากนั้นท้าวเธอได้กราบทูลถึงประวัติของเศรษฐีผู้นี้ว่า แม้ว่าจะเป็นเศรษฐี แต่เป็นคนตระหนี่ เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ไม่เคยทำบุญให้ทาน ไม่ยอมจับจ่ายใช้สอยทรัพย์แม้เพื่อตนเอง อาหารที่รับประทานในแต่ละวันก็มีแต่ข้าวปลายเกรียน และน้ำผักดอง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นเสื้อผ้าราคาถูกๆ รถที่ใช้โดยสารก็เป็นรถเก่าๆ เมื่อทรงสดับประวัติของเศรษฐีแล้ว พระศาสดาได้ตรัสกับพระราชาและประชาชนที่มาชุมนุมเพื่อฟังธรรม ถึงอดีตชาติของเศรษฐีผู้นี้ ซึ่งแม้ในครั้งนั้นก็เกิดเป็นเศรษฐีเหมือนกัน ว่า
วันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้า ได้มายืนบิณฑบาตอยู่ที่หน้าบ้านของเศรษฐี เศรษฐีได้บอกภรรยาให้นำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาถวายพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ฝ่ายภรรยาคิดว่านานๆครั้งที่สามีจะอนุญาตให้นางให้สิ่งใดหนึ่งหนึ่งแก่ใครๆ นางจึงได้นำอาหารอย่างดีไปใส่ลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อเศรษฐีเดินกลับมาพบพระปัจเจกพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้มองไปที่บาตรของท่าน เมื่อเห็นแต่อาหารดีๆอยู่ในบาตร ก็คิดว่า “ พวกทาสหรือพวกกรรมกรกินอาหารนี้ยังดีกว่า เพราะว่า พวกเขา ครั้นกินอาหารนี้แล้ว จะทำการงานให้เรา ส่วนสมณะนี้ ครั้นไปกินแล้ว ก็จะนอนหลับ อาหารบิณฑบาตของเราสูญเปล่า” นอกจากนั้นแล้ว เศรษฐีผู้นี้มีน้องชายซึ่งเป็นเศรษฐีเหมือนกัน ต้องการจะแย่งชิงสมบัติของน้องชายมาเป็นของตนทั้งหมด จึงได้วางแผนฆ่าบุตรชายของน้องชายซึ่งเป็นหลานแท้ๆของตนจนเสียชีวิต และเมื่อน้องชายเสียชีวิตแล้ว ก็ได้ยึดทรัพย์ทั้งหมดของน้องชายมาเป็นของตน
เพราะกุศลกรรมจากการที่ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำให้เขาได้เป็นเศรษฐีในชาติปัจจุบัน แต่เพราะอกุศลกรรมคือนึกเสียใจที่ภรรยาได้ให้อาหารดีๆแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำให้เขาไม่ต้องการจ่ายทรัพย์ใดๆเพื่อตัวเขาเอง และเพราะผลของอกุศลกรรมที่ฆ่าหลานชายเพื่อฮุบสมบัติ ทำให้เขาไปตกนรกอยู่ เป็นเวลานานแสนนาน และเพราะผลกรรมที่เหลือ ทำให้เขาถูกยึดทรัพย์สมบัติไปเป็นของหลวง พฤติกรรมของเศรษฐีเข้าทำนองที่ว่า บุญเก่าหมดไป และบุญใหม่ไม่สั่งสม และเมื่อสิ้นชีวิตก็ได้ไปเสวยทุกข์ในมหาโรรุวนรก
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสดับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว จึงกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า น่าอัศจรรย์ นี้เป็นกรรมอันหนัก เศรษฐีนั้น เมื่อโภคะมีอยู่มากมาย แต่ไม่ใช้สอยด้วยตนเองเลย เมื่อพระพุทธเจ้าเช่นกับพระองค์ ประทับอยู่ในวิหารใกล้ๆ ก็มิได้ทำบุญกรรม”
พระศาสดาตรัสว่า “จริงอย่างนั้น มหาบพิตร ชื่อว่าผู้มีปัญญาทราม ได้โภคะทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่แสวงหานิพพาน อนึ่ง ตัณหาซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยโภคะทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
หนนฺติ โภคํ ทุมฺเมธํ
โน จ ปารคเวสิโน
โภคตญฺหาย ทุมฺเมโธ
หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ ฯ
โภคะทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนทรามปัญญา
แต่ไม่ฆ่าคนผู้แสวงหาฝั่งโดยปกติ คนทรามปัญญา
ย่อมฆ่าตนเหมือนฆ่าคนอื่น
เพราะความทะยานอยากในโภคะ.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีผู้ชื่อว่าอปุตตกะ ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จไปเฝ้าศาสดา และได้กราบทูลว่า ที่พระองค์เสด็จมาช้านั้น ก็เพราะเมื่อเช้านี้ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี เป็นผู้ไม่มีบุตร ได้เสียชีวิต หาทายาทมิได้ ท้าวเธอจึงได้รับสั่งให้ขนทรัพย์สมบัติไปเก็บไว้ในราชสำนัก จากนั้นท้าวเธอได้กราบทูลถึงประวัติของเศรษฐีผู้นี้ว่า แม้ว่าจะเป็นเศรษฐี แต่เป็นคนตระหนี่ เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ไม่เคยทำบุญให้ทาน ไม่ยอมจับจ่ายใช้สอยทรัพย์แม้เพื่อตนเอง อาหารที่รับประทานในแต่ละวันก็มีแต่ข้าวปลายเกรียน และน้ำผักดอง เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นเสื้อผ้าราคาถูกๆ รถที่ใช้โดยสารก็เป็นรถเก่าๆ เมื่อทรงสดับประวัติของเศรษฐีแล้ว พระศาสดาได้ตรัสกับพระราชาและประชาชนที่มาชุมนุมเพื่อฟังธรรม ถึงอดีตชาติของเศรษฐีผู้นี้ ซึ่งแม้ในครั้งนั้นก็เกิดเป็นเศรษฐีเหมือนกัน ว่า
วันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้า ได้มายืนบิณฑบาตอยู่ที่หน้าบ้านของเศรษฐี เศรษฐีได้บอกภรรยาให้นำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาถวายพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ฝ่ายภรรยาคิดว่านานๆครั้งที่สามีจะอนุญาตให้นางให้สิ่งใดหนึ่งหนึ่งแก่ใครๆ นางจึงได้นำอาหารอย่างดีไปใส่ลงในบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อเศรษฐีเดินกลับมาพบพระปัจเจกพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้มองไปที่บาตรของท่าน เมื่อเห็นแต่อาหารดีๆอยู่ในบาตร ก็คิดว่า “ พวกทาสหรือพวกกรรมกรกินอาหารนี้ยังดีกว่า เพราะว่า พวกเขา ครั้นกินอาหารนี้แล้ว จะทำการงานให้เรา ส่วนสมณะนี้ ครั้นไปกินแล้ว ก็จะนอนหลับ อาหารบิณฑบาตของเราสูญเปล่า” นอกจากนั้นแล้ว เศรษฐีผู้นี้มีน้องชายซึ่งเป็นเศรษฐีเหมือนกัน ต้องการจะแย่งชิงสมบัติของน้องชายมาเป็นของตนทั้งหมด จึงได้วางแผนฆ่าบุตรชายของน้องชายซึ่งเป็นหลานแท้ๆของตนจนเสียชีวิต และเมื่อน้องชายเสียชีวิตแล้ว ก็ได้ยึดทรัพย์ทั้งหมดของน้องชายมาเป็นของตน
เพราะกุศลกรรมจากการที่ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำให้เขาได้เป็นเศรษฐีในชาติปัจจุบัน แต่เพราะอกุศลกรรมคือนึกเสียใจที่ภรรยาได้ให้อาหารดีๆแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำให้เขาไม่ต้องการจ่ายทรัพย์ใดๆเพื่อตัวเขาเอง และเพราะผลของอกุศลกรรมที่ฆ่าหลานชายเพื่อฮุบสมบัติ ทำให้เขาไปตกนรกอยู่ เป็นเวลานานแสนนาน และเพราะผลกรรมที่เหลือ ทำให้เขาถูกยึดทรัพย์สมบัติไปเป็นของหลวง พฤติกรรมของเศรษฐีเข้าทำนองที่ว่า บุญเก่าหมดไป และบุญใหม่ไม่สั่งสม และเมื่อสิ้นชีวิตก็ได้ไปเสวยทุกข์ในมหาโรรุวนรก
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสดับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว จึงกราบทูลว่า “พระเจ้าข้า น่าอัศจรรย์ นี้เป็นกรรมอันหนัก เศรษฐีนั้น เมื่อโภคะมีอยู่มากมาย แต่ไม่ใช้สอยด้วยตนเองเลย เมื่อพระพุทธเจ้าเช่นกับพระองค์ ประทับอยู่ในวิหารใกล้ๆ ก็มิได้ทำบุญกรรม”
พระศาสดาตรัสว่า “จริงอย่างนั้น มหาบพิตร ชื่อว่าผู้มีปัญญาทราม ได้โภคะทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่แสวงหานิพพาน อนึ่ง ตัณหาซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยโภคะทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนเหล่านั้นสิ้นกาลนาน”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
หนนฺติ โภคํ ทุมฺเมธํ
โน จ ปารคเวสิโน
โภคตญฺหาย ทุมฺเมโธ
หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ ฯ
โภคะทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนทรามปัญญา
แต่ไม่ฆ่าคนผู้แสวงหาฝั่งโดยปกติ คนทรามปัญญา
ย่อมฆ่าตนเหมือนฆ่าคนอื่น
เพราะความทะยานอยากในโภคะ.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

๑๐.เรื่องท้าวสักกเทวราช
เรื่องท้าวสักกเทวราช
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภท้าวสักกเทวราช ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า สพฺพทานํ เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง เทพดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประชุมกันแล้วตั้งปัญหาถามกัน 4 ข้อ คือ 1. บรรดาทานทั้งหลาย ทานชนิดไหนหนอแล ? บัณฑิตกล่าว่าเยี่ยม 2. บรรดารสทั้งหลาย รสชนิดไหน? บัณฑิตกล่าวว่ายอด 3. บรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีชนิดไหน? บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ 4. ความสิ้นไปแห่งตัณหา บัณฑิตกล่าวว่า ประเสริฐที่สุด เพราะเหตุใด ? ปรากฏว่าไม่มีเทพดาตนใดตอบคำถามเหล่านี้ได้ ท้าวสักกเทวราช จึงได้ทรงพาเทพดาทั้งหลายไปทูลถามปัญญาทั้ง 4 ข้อเหล่านี้แด่พระศาสดา ณ วัดพระเชตวัน พระศาสดาตรัสว่า “ดีละ มหาบพิตร อาตมภาพบำเพ็ญบารมี 30 ทัศ บริจาคมหาบริจาค แทงตลอดพระสัมพัญญุตญาณแล้ว เพื่อตัดความสงสัยของชนผู้เช่นพระองค์นี่แหละ ขอพระองค์จงทรงสดับปัญญาที่พระองค์ถามแล้วเถิด บรรดาทานทุกชนิด ธรรมทานยอดเยี่ยม บรรดารสทุกชนิด รสแห่งธรรมเป็นยอด บรรดาความยินดีทุกชนิด ความยินดีในธรรมประเสริฐ ส่วนความสิ้นไปแห่งตัณหาประเสริฐที่สุดแท้ เพราะความเป็นเหตุให้สัตว์บรรลุพระอรหัต”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ
ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ฯ
ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง
รสแห่งธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง
ความยินดีในธรรม ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง
ความสิ้นไปแห่งตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง การตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่สัตว์ 8 หมื่น 4 พัน.
ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับธรรมกถาพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ทูลว่า “พระเจ้าข้า เพราะเหตุใด พระองค์จึงไม่รับสั่งให้ๆส่วนบุญแก่พวกข้าพระองค์ ในธรรมทานอันชื่อว่าเยี่ยมอย่างนี้ ? จำเดิมแต่นี้ไป ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกแก่ภิกษุทั้งหลายให้ๆส่วนบุญแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า” พระศาสดาทรงรับคำของท้าวเธอแล้ว รับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอทำการฟังธรรมใหญ่ก็ดี การฟังธรรมตามปกติก็ดี กล่าวอุปนิสินนกถาก็ดี โดยที่สุดแม้การอนุโมทนา แล้วพึงให้ส่วนบุญแก่สัตว์ทั้งปวง”
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภท้าวสักกเทวราช ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า สพฺพทานํ เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง เทพดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประชุมกันแล้วตั้งปัญหาถามกัน 4 ข้อ คือ 1. บรรดาทานทั้งหลาย ทานชนิดไหนหนอแล ? บัณฑิตกล่าว่าเยี่ยม 2. บรรดารสทั้งหลาย รสชนิดไหน? บัณฑิตกล่าวว่ายอด 3. บรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดีชนิดไหน? บัณฑิตกล่าวว่าเลิศ 4. ความสิ้นไปแห่งตัณหา บัณฑิตกล่าวว่า ประเสริฐที่สุด เพราะเหตุใด ? ปรากฏว่าไม่มีเทพดาตนใดตอบคำถามเหล่านี้ได้ ท้าวสักกเทวราช จึงได้ทรงพาเทพดาทั้งหลายไปทูลถามปัญญาทั้ง 4 ข้อเหล่านี้แด่พระศาสดา ณ วัดพระเชตวัน พระศาสดาตรัสว่า “ดีละ มหาบพิตร อาตมภาพบำเพ็ญบารมี 30 ทัศ บริจาคมหาบริจาค แทงตลอดพระสัมพัญญุตญาณแล้ว เพื่อตัดความสงสัยของชนผู้เช่นพระองค์นี่แหละ ขอพระองค์จงทรงสดับปัญญาที่พระองค์ถามแล้วเถิด บรรดาทานทุกชนิด ธรรมทานยอดเยี่ยม บรรดารสทุกชนิด รสแห่งธรรมเป็นยอด บรรดาความยินดีทุกชนิด ความยินดีในธรรมประเสริฐ ส่วนความสิ้นไปแห่งตัณหาประเสริฐที่สุดแท้ เพราะความเป็นเหตุให้สัตว์บรรลุพระอรหัต”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ
ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ฯ
ธรรมทาน ย่อมชนะทานทั้งปวง
รสแห่งธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง
ความยินดีในธรรม ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง
ความสิ้นไปแห่งตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง การตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่สัตว์ 8 หมื่น 4 พัน.
ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับธรรมกถาพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ทูลว่า “พระเจ้าข้า เพราะเหตุใด พระองค์จึงไม่รับสั่งให้ๆส่วนบุญแก่พวกข้าพระองค์ ในธรรมทานอันชื่อว่าเยี่ยมอย่างนี้ ? จำเดิมแต่นี้ไป ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกแก่ภิกษุทั้งหลายให้ๆส่วนบุญแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า” พระศาสดาทรงรับคำของท้าวเธอแล้ว รับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอทำการฟังธรรมใหญ่ก็ดี การฟังธรรมตามปกติก็ดี กล่าวอุปนิสินนกถาก็ดี โดยที่สุดแม้การอนุโมทนา แล้วพึงให้ส่วนบุญแก่สัตว์ทั้งปวง”

๙.เรื่องอุปกาชีวก
เรื่องอุปกาชีวก
พระศาสดา ทรงปรารภอาชีวกชื่ออุปกะ ในระหว่างทาง ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า สพฺพาภิภู เป็นต้น
ในสมัยหนึ่ง พระศาสดา ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงยังกาลให้ล่วงไปที่ควงไม้โพธิ์ 7 สัปดาห์ ทรงถือบาตรและจีวรของพระองค์ เสด็จดำเนินไปสิ้นหนทางประมาณ 18 โยชน์มุ่งกรุงพาราณสี เพื่อจะทรงแสดงพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร แก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ได้ทอดพระเนตรเห็นอาชีวกชื่ออุปกะในระหว่างทาง ฝ่ายอุปากาชีวก เห็นพระศาสดาแล้ว ทูลถามว่า “ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้มีอายุ ท่านบวชเฉพาะใคร ? ใครเป็นศาสดาของท่าน ? หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ?”
ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสว่า “เราไม่มีอุปัชฌาย์หรืออาจารย์”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ
สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต
สยํ อภิญฺยาย กมุทฺทิเสยฺยํ ฯ
เราเป็นผู้ครอบงำธรรมได้ทั้งหมด
รู้ธรรมทุกอย่าง ไม่ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง
ละธรรมได้ทุกอย่าง
พ้นแล้ว ในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา
รู้เองแล้ว จะพึงอ้างใครเล่า ?(ว่าเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์).
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง อุปกาชีวก ไม่ยินดี ไม่คัดค้านพระดำรัสของพระตถาคต ได้แต่สั่นศีรษะ แลบลิ้น เดินทางที่ทางแคบๆ ไปสู่ที่พักของนายพรานแห่งหนึ่ง.
พระศาสดา ทรงปรารภอาชีวกชื่ออุปกะ ในระหว่างทาง ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า สพฺพาภิภู เป็นต้น
ในสมัยหนึ่ง พระศาสดา ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงยังกาลให้ล่วงไปที่ควงไม้โพธิ์ 7 สัปดาห์ ทรงถือบาตรและจีวรของพระองค์ เสด็จดำเนินไปสิ้นหนทางประมาณ 18 โยชน์มุ่งกรุงพาราณสี เพื่อจะทรงแสดงพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร แก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ได้ทอดพระเนตรเห็นอาชีวกชื่ออุปกะในระหว่างทาง ฝ่ายอุปากาชีวก เห็นพระศาสดาแล้ว ทูลถามว่า “ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก ผิวพรรณก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้มีอายุ ท่านบวชเฉพาะใคร ? ใครเป็นศาสดาของท่าน ? หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ?”
ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสว่า “เราไม่มีอุปัชฌาย์หรืออาจารย์”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ
สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต
สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต
สยํ อภิญฺยาย กมุทฺทิเสยฺยํ ฯ
เราเป็นผู้ครอบงำธรรมได้ทั้งหมด
รู้ธรรมทุกอย่าง ไม่ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง
ละธรรมได้ทุกอย่าง
พ้นแล้ว ในเพราะธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา
รู้เองแล้ว จะพึงอ้างใครเล่า ?(ว่าเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์).
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง อุปกาชีวก ไม่ยินดี ไม่คัดค้านพระดำรัสของพระตถาคต ได้แต่สั่นศีรษะ แลบลิ้น เดินทางที่ทางแคบๆ ไปสู่ที่พักของนายพรานแห่งหนึ่ง.

๘.เรื่องมาร
เรื่องมาร
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภมาร ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า นิฏฺฐํ คโต เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง มีภิกษุจำนวนมากเดินทางมาที่วัดพระเชตวัน จึงไล่ให้พระราหุลเถระให้ลุกขึ้น ท่านไม่เห็นที่จะไปนอนในที่อื่น จึงได้ไปนอนที่หน้ามุขพระคันธกุฏีของพระศาสดา ในตอนนั้นท่านพระราหุลเถระสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว มารชื่อวสวัดดี ต้องการจะสร้างความกังวลพระทัยให้กับพระศาสดาโดยกลั่นแกล้งพระราหุลเถระผู้โอรส จึงได้แปลงร่างเป็นช้างใหญ่เอางวงรัดที่ศีรษะของพระเถระ แล้วส่งเสียงร้องเพื่อให้ตกใจกลัว พระศาสดาบรรทมในพระคันธกุฎี ทรงทราบว่าช้างนั้นเป็นมาร จึงตรัสว่า “ มาร คนเช่นท่านแม้ตั้งแสน ก็ไม่สามารถเพื่อจะให้ความกลัวเกิดแก่บุตรของเราได้ เพราะว่า บุตรของเรามีปกติไม่สะดุ้ง มีตัณหาไปปราศแล้ว มีความเพียรใหญ่ มีปัญญามาก”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท สองพระคาถานี้ว่า
นิฏฺฐํ คโต อสนฺตตาสี
วีตตณฺโห อนงฺคโณ
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺสานิ
อนฺติโมยํ สมุสฺสโย ฯ
วีตตณฺโห อนาทาโน
นิรุตฺติปทโกวิโท
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ
ชญฺญา ปุพฺพาปรานิ จ
ส เว อนฺติมสารีโร มหาปญฺโญ
(มหาปุริโสติ) วุจฺจติฯ
ผู้ใด ถึงความสำเร็จ มีปกติไม่สะดุ้ง
มีตัณหาไปปราศจากแล้ว
ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวนใจ
ได้ตัดลูกศรอันให้ไปสู่ภพทั้งหลายเสียแล้ว
กายนี้ของผู้นั้น ชื่อว่ามีในที่สุด ผู้ใดมีตัณหาไปปราศแล้ว
ไม่มีความถือมั่น ฉลาดในบทแห่งนิรุตติ
รู้ที่ประชุมแห่งอักษรทั้งหลาย
และรู้เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย
ผู้นั้นแล มีสรีระมีในที่สุด เราย่อมเรียกว่าผู้มีปัญญามาก(เป็นมหาบุรุษ)”
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.
ฝ่ายมารผู้มีบาป คิดว่า “พระสมณโคดม ย่อมทรงรู้ว่าเป็นเรา” แล้วอันตรธานไปจากที่นั้น.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภมาร ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า นิฏฺฐํ คโต เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง มีภิกษุจำนวนมากเดินทางมาที่วัดพระเชตวัน จึงไล่ให้พระราหุลเถระให้ลุกขึ้น ท่านไม่เห็นที่จะไปนอนในที่อื่น จึงได้ไปนอนที่หน้ามุขพระคันธกุฏีของพระศาสดา ในตอนนั้นท่านพระราหุลเถระสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว มารชื่อวสวัดดี ต้องการจะสร้างความกังวลพระทัยให้กับพระศาสดาโดยกลั่นแกล้งพระราหุลเถระผู้โอรส จึงได้แปลงร่างเป็นช้างใหญ่เอางวงรัดที่ศีรษะของพระเถระ แล้วส่งเสียงร้องเพื่อให้ตกใจกลัว พระศาสดาบรรทมในพระคันธกุฎี ทรงทราบว่าช้างนั้นเป็นมาร จึงตรัสว่า “ มาร คนเช่นท่านแม้ตั้งแสน ก็ไม่สามารถเพื่อจะให้ความกลัวเกิดแก่บุตรของเราได้ เพราะว่า บุตรของเรามีปกติไม่สะดุ้ง มีตัณหาไปปราศแล้ว มีความเพียรใหญ่ มีปัญญามาก”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท สองพระคาถานี้ว่า
นิฏฺฐํ คโต อสนฺตตาสี
วีตตณฺโห อนงฺคโณ
อจฺฉินฺทิ ภวสลฺสานิ
อนฺติโมยํ สมุสฺสโย ฯ
วีตตณฺโห อนาทาโน
นิรุตฺติปทโกวิโท
อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ
ชญฺญา ปุพฺพาปรานิ จ
ส เว อนฺติมสารีโร มหาปญฺโญ
(มหาปุริโสติ) วุจฺจติฯ
ผู้ใด ถึงความสำเร็จ มีปกติไม่สะดุ้ง
มีตัณหาไปปราศจากแล้ว
ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวนใจ
ได้ตัดลูกศรอันให้ไปสู่ภพทั้งหลายเสียแล้ว
กายนี้ของผู้นั้น ชื่อว่ามีในที่สุด ผู้ใดมีตัณหาไปปราศแล้ว
ไม่มีความถือมั่น ฉลาดในบทแห่งนิรุตติ
รู้ที่ประชุมแห่งอักษรทั้งหลาย
และรู้เบื้องต้นและเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลาย
ผู้นั้นแล มีสรีระมีในที่สุด เราย่อมเรียกว่าผู้มีปัญญามาก(เป็นมหาบุรุษ)”
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.
ฝ่ายมารผู้มีบาป คิดว่า “พระสมณโคดม ย่อมทรงรู้ว่าเป็นเรา” แล้วอันตรธานไปจากที่นั้น.

๗.เรื่องจูฬธนุคคหบัณฑิต
เรื่องจูฬธนุคคหบัณฑิต
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุหนุ่รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า วิตกฺกมถิตสฺส เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง นำภัตตาหารไปฉันอยู่ในโรงฉัน หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยากจะดื่มน้ำ จึงไปที่บ้านหลังหนึ่ง เพื่อขอน้ำดื่ม และมีหญิงสาวคนหนึ่งตักน้ำมาถวายให้ดื่ม นางเห็นภิกษุนั้นแล้วเกิดความพึงพอใจ ต้องการจะได้ภิกษุมาเป็นสามี จึงกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ เมื่อมีความต้องการน้ำดื่ม ท่านก็พึงมาในเรือนนี้แหละแม้อีก” ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุนั้นเมื่อต้องการน้ำดื่มก็ได้ไปที่บ้านหลังนั้นเป็นประจำ ต่อมา นางได้นิมนต์ภิกษุนั้นไปฉันภัตตาหารที่บ้าน และได้ถือโอกาสบอกกับท่านว่า ที่บ้านของนางมีทุกสิ่งทุกอย่าง จะขาดก็แต่เพียงคนที่จะมาช่วยดูแลจัดการเท่านั้น ภิกษุพอได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความรักในหญิงสาว และต้องการจะสึกออกไปครองรักกับนางมาก จนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายผ่ายผอม ภิกษุอื่นๆจึงได้นำเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระศาสดา พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุนั้นมาเฝ้า และตรัสเล่าว่า ผู้หญิงคนนี้เคยทำเรื่องไม่ดีแบบเดียวกันนี้กับภิกษุนี้มาแล้วในอดีตชาติ โดยในครั้งนั้น ภิกษุนี้เป็นจูฬธนุคคหบัณฑิต ไปศึกษาอยู่ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในกรุงตักกสิลา หลังสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้ลูกสาวของอาจารย์เป็นภรรยา ขณะพากันเดินทางจะกลับบ้านของฝ่ายชาย พบโจรป่ากลางทาง เกิดการต่อสู้ระหว่างจูฬธนุคคหบัณฑิต กับหัวหน้าโจร ขณะที่จูฬธนุคคหบัณฑิตจับหัวหน้าโจรฟาดล้มลงที่พื้นดิน จึงร้องบอกให้ภรรยาส่งดาบให้ แต่ภรรยาเกิดรักในหัวหน้าโจรอย่างฉับพลัน แทนที่จะยื่นดาบนั้นให้สามีกลับยื่นให้แก่หัวหน้าโจร ให้หัวหน้าโจรฆ่าสามี จากนั้นได้ตรัสประชุมชาดกว่า จูฬธนุคคหบัณฑิค คือ ภิกษุรูปนี้ ส่วนหญิงที่เป็นภรรยา ก็คือ หญิงสาวแรกรุ่นคนนี้นี่เอง
แล้วทรงโอวาทภิกษุนั้นว่า “ หญิงนั้น ปลงบัณฑิตผู้เลิศ ในชมพูทวีปทั้งสิ้น จากชีวิต เพราะความสิเนหาในชายคนหนึ่ง ซึ่งตนเป็นครู่เดียวนั้นอย่างนี้ ภิกษุ เธอจงตัดตัณหาของเธอ อันปรารภหญิงนั้นเกิดขึ้นเสีย”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท สองพระคาถานี้ว่า
วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน
ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ
เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ ฯ
วิตกฺกูปสเม จ โย รโต
อสุภํ ภาวยตี สทา สโต
เอโส โข พฺยนฺติกาหติ
เอสจฺฉินฺทติ มารพนฺธนํ ฯ
ตัณหา ย่อมเจริญยิ่งแก่ชนผู้ถูกวิตกย่ำยี
มีราคะจัด เห็นอารมณ์ว่างาม
บุคคลนั่นแล ย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.
ส่วนภิกษุใด ยินดีในธรรมเป็นที่เข้าไประงับวิตก
เจริญอสุภฌานอยู่มีสติทุกเมื่อ
ภิกษุนั่นแล จักทำตัณหาให้สูญสิ้นได้
ภิกษุนั่น จะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ภิกษุนั้นบรรลุโสดาปัตติผล พระธรรมเทศนามีประโยชน์ แม้แก่บุคคลผู้มาประชุมกัน.
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุหนุ่รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศฯนี้ว่า วิตกฺกมถิตสฺส เป็นต้น
ในกาลครั้งหนึ่ง ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง นำภัตตาหารไปฉันอยู่ในโรงฉัน หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยากจะดื่มน้ำ จึงไปที่บ้านหลังหนึ่ง เพื่อขอน้ำดื่ม และมีหญิงสาวคนหนึ่งตักน้ำมาถวายให้ดื่ม นางเห็นภิกษุนั้นแล้วเกิดความพึงพอใจ ต้องการจะได้ภิกษุมาเป็นสามี จึงกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ เมื่อมีความต้องการน้ำดื่ม ท่านก็พึงมาในเรือนนี้แหละแม้อีก” ตั้งแต่นั้นมา ภิกษุนั้นเมื่อต้องการน้ำดื่มก็ได้ไปที่บ้านหลังนั้นเป็นประจำ ต่อมา นางได้นิมนต์ภิกษุนั้นไปฉันภัตตาหารที่บ้าน และได้ถือโอกาสบอกกับท่านว่า ที่บ้านของนางมีทุกสิ่งทุกอย่าง จะขาดก็แต่เพียงคนที่จะมาช่วยดูแลจัดการเท่านั้น ภิกษุพอได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความรักในหญิงสาว และต้องการจะสึกออกไปครองรักกับนางมาก จนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายผ่ายผอม ภิกษุอื่นๆจึงได้นำเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระศาสดา พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุนั้นมาเฝ้า และตรัสเล่าว่า ผู้หญิงคนนี้เคยทำเรื่องไม่ดีแบบเดียวกันนี้กับภิกษุนี้มาแล้วในอดีตชาติ โดยในครั้งนั้น ภิกษุนี้เป็นจูฬธนุคคหบัณฑิต ไปศึกษาอยู่ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในกรุงตักกสิลา หลังสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้ลูกสาวของอาจารย์เป็นภรรยา ขณะพากันเดินทางจะกลับบ้านของฝ่ายชาย พบโจรป่ากลางทาง เกิดการต่อสู้ระหว่างจูฬธนุคคหบัณฑิต กับหัวหน้าโจร ขณะที่จูฬธนุคคหบัณฑิตจับหัวหน้าโจรฟาดล้มลงที่พื้นดิน จึงร้องบอกให้ภรรยาส่งดาบให้ แต่ภรรยาเกิดรักในหัวหน้าโจรอย่างฉับพลัน แทนที่จะยื่นดาบนั้นให้สามีกลับยื่นให้แก่หัวหน้าโจร ให้หัวหน้าโจรฆ่าสามี จากนั้นได้ตรัสประชุมชาดกว่า จูฬธนุคคหบัณฑิค คือ ภิกษุรูปนี้ ส่วนหญิงที่เป็นภรรยา ก็คือ หญิงสาวแรกรุ่นคนนี้นี่เอง
แล้วทรงโอวาทภิกษุนั้นว่า “ หญิงนั้น ปลงบัณฑิตผู้เลิศ ในชมพูทวีปทั้งสิ้น จากชีวิต เพราะความสิเนหาในชายคนหนึ่ง ซึ่งตนเป็นครู่เดียวนั้นอย่างนี้ ภิกษุ เธอจงตัดตัณหาของเธอ อันปรารภหญิงนั้นเกิดขึ้นเสีย”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท สองพระคาถานี้ว่า
วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน
ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน
ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ
เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ ฯ
วิตกฺกูปสเม จ โย รโต
อสุภํ ภาวยตี สทา สโต
เอโส โข พฺยนฺติกาหติ
เอสจฺฉินฺทติ มารพนฺธนํ ฯ
ตัณหา ย่อมเจริญยิ่งแก่ชนผู้ถูกวิตกย่ำยี
มีราคะจัด เห็นอารมณ์ว่างาม
บุคคลนั่นแล ย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น.
ส่วนภิกษุใด ยินดีในธรรมเป็นที่เข้าไประงับวิตก
เจริญอสุภฌานอยู่มีสติทุกเมื่อ
ภิกษุนั่นแล จักทำตัณหาให้สูญสิ้นได้
ภิกษุนั่น จะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้.
เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ภิกษุนั้นบรรลุโสดาปัตติผล พระธรรมเทศนามีประโยชน์ แม้แก่บุคคลผู้มาประชุมกัน.
Subscribe to:
Posts (Atom)
